Menu

ถาม-ตอบ คำถามว่าด้วยการเลือกตั้งและประชาธิปไตย

0 Comments

มีทางเลือกอื่นแทนการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร?

การเลือกตั้งคือหนึ่งในหลายๆวิธีของการได้มาซึ่งกลุ่มบุคคลที่เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ ในขณะที่ฝ่ายแรกมีหน้าที่ออกนโยบายบริหารกิจการสาธารณะของรัฐ ฝ่ายหลังทำหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อเป็นระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติร่วมกันในหมู่พลเมืองและในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับรัฐ แน่นอนว่า ยังมีทางเลือกอื่นๆในวิถีทางของการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่อย่างไรก็ดี วิธีอื่นๆที่เป็นทางเลือกนอกเหนือไปจากการเลือกตั้ง ล้วนแต่มีข้อเสียของมัน และข้อเสียเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งยังเป็นวิถีทางในการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

หากไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง ทางเลือกแรกก็คือการกลับไปใช้วิธีของการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐที่เก่าแก่ที่สุดและอยู่คู่กับประวัติศาสตร์การเมืองของมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ การแต่งตั้ง กล่าวคือ ก่อนที่ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยจะเป็นระบอบที่ได้รับความนิยมในโลกปัจจุบัน  ระบอบการเมืองที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาเป็นพันๆปีก็คือระบอบราชาธิปไตย ในระบอบที่ว่านี้ กษัตริย์คือผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุดทั้งในแง่ของกฏหมายและในแง่ของการบริหาร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กษัตริย์ก็มักจะทำการแต่งตั้งญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดหรือขุนนางที่ทรงวางพระทัยให้ทำหน้าที่ออกกฎหมายและบริหารกิจการสาธารณะของราชอาณาจักร ในยุคปัจจุบัน ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมทั้งที่มีและไม่มีกษัตริย์เป็นประมุข ก็ใช้วิธีแบบเดียวกันในการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ จะต่างกันเพียงแต่ว่า ในระบอบราชาธิปไตย การแต่งตั้งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางสายโลหิตเป็นหลัก ในขณะที่ในระบอบเผด็จการอำนาจนิยม การแต่งตั้งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของตำแหน่งในกองทัพ ในพรรคการเมือง หรือ ในองค์กรภาครัฐ เป็นหลัก แม้ว่าการแต่งตั้ง จะมีข้อดีก็คือ ความสะดวกรวดเร็วในการได้มาซึ่งกลุ่มคนที่จะมาออกกฎหมายและบริหารประเทศ รวมไปถึงการที่ผู้นำของรัฐก็สามารถเลือกกลุ่มคนที่ตนเองไว้ใจมากที่สุด หรือมีความขัดแย้งด้วยน้อยที่สุด เพื่อมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ กระนั้นก็ตาม การแต่งตั้งก็มีข้อเสียที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ การที่ผู้นำของรัฐสามารถแต่งตั้งได้ตามอำเภอใจว่าจะเอาใครขึ้นมาบริหารบ้านเมืองและออกกฏหมาย นอกจากนั้น ในหลายๆครั้ง การแต่งตั้งก็ยังตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ทางสายเลือด อคติและความชอบพอส่วนบุคคล แทนที่จะตั้งอยู่บนหลักความสามารถ การมีความรู้ หรือการแข่งขันอย่างเสรี และที่สำคัญที่สุด การแต่งตั้งเป็นการกีดกันไม่ให้พลเมืองได้มีส่วนร่วมในการสรรหาผู้แทนของตนเพื่อไปทำหน้าที่บริหารและออกกฏหมายให้กับรัฐ หรือพูดง่ายๆว่า การแต่งตั้งคือการที่ผู้ถูกปกครองไม่มีสิทธิใดๆในการได้มาซึ่งกลุ่มคนที่จะเข้ามาปกครองประเทศ

หากไม่ใช้วิธีการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง อีกทางเลือกหนึ่งในการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐก็คือ การปฏิวัติของประชาชน วิธีนี้มีข้อดีก็คือ มันเป็นการระดมพลังในหมู่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ถูกปกครอง ในหมู่คนที่ถูกกดขี่ และในหมู่คนที่ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ให้ลุกฮือขึ้นล้มผู้ปกครองที่มาจากการแต่งตั้งหรือจากการเลือกตั้ง  และนำไปสู่การได้มาซึ่งกฎหมายและนโยบายของรัฐที่สะท้อนและตอบสนองความต้องการของประชาชนคนสามัญอย่างแท้จริง ข้อดีของการปฏิวัติประชาชนก็คือ พลเมืองในรัฐจะได้แสดงพลังทางการเมืองของตนอย่างเต็มที่ด้วยการขับไล่ผู้นำทางการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งถือว่าไม่ได้ยึดโยงอะไรกับประชาชน รวมไปถึงการขับไล่ผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งในหลายๆครั้งบริหารประเทศโดยตอบสนองผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มเพื่อนพ้องของตนเป็นหลัก กระนั้นก็ตาม ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนทั่วโลกได้ให้บทเรียนที่สำคัญว่า การปฏิวัติประชาชนย่อมหลีกหนีการใช้ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทางการเมืองไปเสียมิได้ และในหลายๆครั้ง พลเมืองจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตของตนมากกว่าที่ชนชั้นผู้ปกครองจะต้องสูญเสีย นอกจากนั้น หลังจากที่การปฏิวัติประชาชนสำเร็จเสร็จสิ้น มันก็มีแนวโน้มว่า ประชาชนที่เข้าร่วมการปฏิวัติก็จะถูกลดบทบาทลง และแกนนำในการปฏิวัติมักจะใช้วิธีการแต่งตั้งบุคคลใกล้ตัวเพื่อทำหน้าที่บริหารและออกกฏหมายให้กับรัฐ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้การปฏิวัติประชาชนเป็นวิธีการได้มาซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ได้รับความนิยมน้อยมากในปัจจุบัน

หากเปรียบเทียบกับการแต่งตั้ง การเลือกตั้งมีกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า อีกทั้งใช้เวลา ใช้ทรัพยากร และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมในช่วงของการหาเสียงมากกว่า แต่กระบวนการที่ว่านี้ก็มีไว้เพื่อให้ประชาชนได้ไปออกเสียงของตนในคูหาเพื่อเลือกสรรบุคคลที่จะมาเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของตน และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงของการหาเสียงก็จะบรรเทาลงในระยะยาวเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและได้ตัวแทนอย่างเป็นทางการในการไปทำหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม ความสะดวกรวดเร็วผ่านการแต่งตั้ง เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้นำของรัฐในการสานต่ออำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของตน แต่ไม่ได้ผ่านการเลือกสรรใดๆจากประชาชน นอกจากนั้น ในประวัติศาสตร์การเมืองของมนุษยชาติที่ผ่านมา มันได้ให้บทเรียนราคาแพงกับเราไว้ว่า การไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ถูกปกครองได้มีสิทธิมีเสียงในทางการเมือง แม้ว่ามันจะกดทับและปิดบังความขัดแย้งทางสังคมไปได้บ้างในระยะสั้น แต่ในระยะยาวความขัดแย้งทางสังคมมันย่อมจะประทุออกมาอย่างรุนแรงในท้ายที่สุด

หากเอาเปรียบเทียบกับการปฏิวัติประชาชน การเลือกตั้งอาจไม่ได้สะท้อนเสียงของพลเมืองที่ถูกกดขี่ มิหนำซ้ำอาจเป็นกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมให้กับนักการเมืองที่ฉ้อโกงและนายทุนที่สนับสนุนพรรคการเมือง กระนั้นก็ตาม การเลือกตั้งก็ถือเป็นวิธีการของการได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนในการไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ถือว่า มีความรุนแรงน้อยที่สุด เสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนน้อยที่สุด และราบรื่นมากที่สุด นอกจากนั้น เมื่อครบวาระในการดำรงตำแหน่งของตัวแทนที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การเลือกตั้งก็เป็นวิธีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากตัวแทนชุดเก่าไปสู่ตัวแทนประชาชนชุดใหม่ได้อย่างราบรื่นมากที่สุดเช่นกัน อีกทั้งประชาชนยังสามารถทำการประเมินด้วยตนเองว่าจะทำการเลือกหรือไม่เลือกตัวแทนชุดเก่าเข้าไปทำหน้าที่ตัวแทนของตนในรัฐสภาและในรัฐบาลได้อีกด้วย ในทางตรงกันข้าม ในการปฏิวัติประชาชน ประชาชนมักจะถูกแกนนำการปฏิวัติกีดกันออกไปในการสรรหาตัวแทนในรัฐสภาและในรัฐบาล และไม่ได้มีส่วนร่วมในการประเมินผู้ที่อยู่ในอำนาจหรือสรรหาเอาตัวแทนกลุ่มใหม่ๆเข้าไปทำหน้าที่ออกกฏหมายและบริหารบ้านเมือง มิหนำซ้ำ การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของผู้นำหลังการปฏิวัติประชาชนก็มักจะเต็มไปด้วยความรุนแรงและมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ปกครองอีกด้วย

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว แม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดหรือสมบูรณ์แบบที่สุดในการได้มาของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ แต่กระนั้นก็ตาม หากเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆนอกเหนือไปจากการเลือกตั้ง เช่น การแต่งตั้งหรือการปฏิวัติประชาชน การเลือกตั้งก็ยังถือว่ามีข้อดีมากกว่าและสมควรที่จะถูกนำไปใช้ปฏิบัติมากกว่าในโลกปัจจุบัน

ถ้าการเลือกตั้งนำไปสู่การได้ผู้นำ/ ตัวแทนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจะทำอย่างไร

ถ้าผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนเลือกมากับมือ กลับหันมาออกนโยบายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง ทางออกที่จะกระทำได้มีอยู่สองแนวทางใหญ่ๆ หนึ่งคือทางออกนอกเหนือไปจากวิถีทางประชาธิปไตย และสองคือทางออกภายใต้วิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งหากวัดดูข้อดีและข้อเสียแล้ว ทางออกที่สองคือแนวทางที่ควรจะนำไปประยุกษ์ใช้ในปัจจุบันมากที่สุด

ทางออกนอกเหนือไปจากวิถีทางประชาธิปไตยเพื่อจัดการกับผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดมนุษยชน มีอยู่สามแบบด้วยกัน หนึ่งคือ การที่ประชาชนไปเรียกร้อง กดดัน และอ้อนวอนให้กองทัพออกมารัฐประหารเพื่อเอาผู้นำทางการเมืองจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่ง สองคือ การที่กองทัพออกมารัฐประหารยึดอำนาจเองโดยไม่มีประชาชนเรียกร้อง และสามคือ การที่ประชาชนระดมพลังด้วยตัวเองทำการปฏิวัติประชาชนเพื่อเอาอำนาจรัฐมาจากผู้นำทางการเมืองและคืนอำนาจกลับสู่มือประชาชน  ทั้งสามวิธีที่กล่าวมามีข้อดีก็คือ ความรวดเร็วฉับไวในการปลดผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างทันควัน ไม่ต้องรอกระบวนการตรวจสอบใดๆทั้งสิ้น ไม่ต้องรอให้ผู้นำดังกล่าวครองตำแหน่งจนครบวาระกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้นำทางการเมืองดังกล่าวกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้นไปอีก และที่สำคัญที่สุด มันยังเป็นวิธีการที่สะดวกในการนำเอาผู้นำทางการเมืองดังกล่าวมาทำการพิพากษาลงทัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วทันใจ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของทางออกนอกเหนือไปจากวิถีทางประชาธิปไตยก็คือ มันเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยไปเสียสิ้น เนื่องจากมันได้ล้มล้างอำนาจของผู้นำทางการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งและได้รับความชอบธรรมให้ปกครองประเทศ โดยการล้มล้างที่ว่านี้ตั้งอยู่บนหลักของการแทรกแซงทางการเมืองผ่านการใช้ความรุนแรงของกองทัพทหารหรือกองทัพประชาชน นอกจากนั้นกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดกับอดีตผู้นำทางการเมืองในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็อาจเป็นการกระทำอย่างรวบรัดตัดตอน และเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารหรือให้กับการปฏิวัติ อีกทั้งมันก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า ผู้นำของกองทัพทหารหรือผู้นำของกองทัพประชาชนจะไม่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภายใต้การปกครองของกองทัพทหารหรือของกองทัพประชาชน อำนาจมักจะรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้นำในแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถมีปากมีเสียงในทางการเมืองได้แม้ว่าพวกเขาจะได้รับ “คำสัญญา” จากผู้นำทางการเมืองว่าจะมีการคืนอำนาจให้ประชาชนในเร็ววันก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม ทางออกภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยเพื่อจัดการกับผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดมนุษยชน มีอยู่หกแนวทางด้วยกัน หนึ่งคือ การรวมตัวกันประท้วงบนท้องถนนเพื่อให้ผู้นำทางการเมืองยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภาเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่ในทันที สองคือ การรวมตัวของประชาชนเพื่อทำการกดดันให้พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน หรือตัวแทนประชาชนที่ไปทำหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล ทำการถอนตัวทันทีในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือทำการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้นำทางการเมือง สามคือ การที่องค์กรสื่อสารมวลชน นักวิชาการ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือ NGOs และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมพลังกันเพื่อทำการเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้นำทางการเมือง สี่คือ การเผยแพร่ข้อมูลและหลักฐานการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้กับองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลในประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เวทีโลกทำการกดดันหรือออกมาตรการคว่ำบาตรผู้นำทางการเมืองในระเทศ ห้าคือ การที่ประชาชนนำเรื่องไปฟ้องศาล เพื่อให้ศาลใช้อำนาจตุลาการสืบสวนและลงโทษผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดมนุษยชน และแนวทางสุดท้ายก็คือ การปลุกจิตสำนึกทางการเมืองให้ประชาชนรวมพลังไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งหลังวาระการดำรงตำแหน่งของผู้นำทางการเมืองหมดลง และทำการเลือกผู้นำทางการเมืองคนใหม่ที่ให้ความเคารพสิทธิมนุษยชนของพลเมืองอย่างแท้จริง ข้อเสียของทางออกภายใต้วิถีทางประชาธิปไตย ก็คือ ความล่าช้าในการจัดการกับผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดมนุษยชน เนื่องจาก ต่อให้มีการประท้วงบนท้องถนน การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภา การเปิดโปงของนักวิชาการและสื่อมวลชน หรือการกดดันจากองค์กรทั้งในประเทศและนอกประเทศ สุดท้ายแล้วผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดมนุษยชนอาจจะแสดงความดื้อดึงและถ่วงเวลาจนอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และในระหว่างนั้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนก็อาจไม่ได้รับการหยุดยั้งหากแต่ดำรงอยู่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆหรือกระทั่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆอีก กระนั้นก็ตาม ทางออกภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยก็มีข้อดี นั่นก็คือ การยึดถือและรักษาหลักการประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้งของประชาชน กล่าวคือ หากผู้นำทางการเมืองทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน มันย่อมไม่มีเหตุผลใดๆที่ประชาชนจะเลือกผู้นำคนนั้นกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งบริหารประเทศอีกครั้ง นอกจากนั้น  การปล่อยให้ศาลทำหน้าที่สืบสวนและลงทัณฑ์กับผู้นำทางการเมืองที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้จะเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานกว่าการลงโทษของผู้นำการปฏิวัติหรือผู้นำรัฐประหาร แต่มันก็เป็นกระบวนการที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากกว่า รวมไปถึงเป็นการทำตามกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการตามหลักประชาธิปไตย และที่สำคัญที่สุด ในระยะยาว มันยังเป็นการสร้างค่านิยมในทางการเมืองว่า การถอดถอนผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นไม่ควรใช้ “ทางลัด” หากแต่ควรใช้ความอดทน ใช้การระดมพลังสังคมเพื่อกดดันรัฐบาล และใช้การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองผ่านการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับผู้นำทางการเมืองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ทำลายการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยไปเสียเอง

ประชาธิปไตยนำไปสู่ความเท่าเทียมได้จริงหรือไม่อย่างไร? (บางคติในสังคมไทยเชื่อว่าไม่มีความเท่าเทียมในสังคมการเมือง เช่น นิ้วทั้งห้านิ้วยังไม่เท่ากันแล้วจะมีความเท่าเทียมได้อย่างไร)

ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำให้พลเมืองทุกๆคนมีฐานะทางเศรษฐกิจเท่าเทียมกัน ชนิดที่เรียกได้ว่าทุกๆคนในรัฐต้องมีความมั่งคั่งร่ำรวยเท่าเทียมกันหมด อันที่จริงแล้ว ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มุ่งหวังที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนอย่างที่ระบอบสังคมนิยมพยายามกระทำ นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในปัจจุบันก็ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกๆคนเท่าเทียมกันหมดในทางการเมืองด้วยการให้ปัจเจกชนทุกคนเข้าไปตัดสินใจออกนโยบายบริหารหรือออกกฎหมายในทุกๆฉบับ ในทางตรงกันข้าม ระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันกลับเน้นการเลือกตั้งสรรหาตัวแทนประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ  ที่สำคัญที่สุด ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เรียกหาสังคมที่ไร้ผู้ปกครอง ไร้รัฐบาล ไร้ผู้นำทางการเมือง และมีแต่ประชาชนที่เท่าเทียมกันในด้านอำนาจทางการเมืองตามแบบระบอบอนาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม ระบอบประชาธิปไตยยังมุ่งรักษาโครงสร้างทางการเมืองที่มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองเอาไว้อย่างเดิม

ถ้าระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เรียกหาความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงในรัฐสภาและในรัฐบาล หรือความเท่าเทียมกันทางอำนาจระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง แล้วระบอบประชาธิปไตยจริงๆแล้วต้องการให้มีความเท่าเทียมกันในแง่ไหน? คำตอบก็คือ ระบอบประชาธิปไตยเรียกร้องให้พลเมืองทุกๆคนมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและทรัพย์สินเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน สูงต่ำดำขาว ร่างกายแข็งแรงหรือพิกลพิการ เป็นหญิงหรือชายหรือข้ามเพศ ทุกๆคนจะต้องได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันและรัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองทุกๆคนอย่างเสมอภาค นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยยังตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ทุกๆคนมีสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกันในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล การเลือกตั้งตัวแทนทางการเมืองของตนที่ว่านี้ แม้จะไม่สามารถทำให้พลเมืองทุกๆคนได้ตัดสินใจในนโยบายของรัฐบาลหรือร่างกฎหมายของรัฐสภาได้ทุกๆฉบับตามที่ควรจะเป็นตามระบอบประชาธิปไตยแบบทางตรง แต่นี่ก็เป็นวิธีการที่เหมาะสมในรัฐสมัยใหม่ที่มีประชากรจำนวนมากและใช้หลักการแบ่งงานกันทำ ที่สำคัญที่สุด ระบอบประชาธิปไตยยังตั้งอยู่บนหลักการของความเท่าเทียมกันในการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองทางการเมือง เพราะเมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ปกครองคนก่อนหมดลง พลเมืองทุกๆคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการตัดสินใจได้ว่า จะให้ผู้ปกครองคนเดิมกลับไปทำหน้าที่อีกสมัยหรือจะเลือกตัวแทนคนใหม่เข้าไปแทนที่คนเดิม แม้ว่ากระบวนการที่ว่ามานี้จะยังรักษาไว้ซึ่งความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมืองระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง แต่มันก็เป็นกระบวนการที่ผู้ถูกปกครองมีความเท่าเทียมกันในการเลือกผู้ปกครอง และผู้เสนอตัวเองไปเป็นผู้ปกครองก็ต้องได้รับการคัดเลือกจากพลเมืองเหมือนกันหมด ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ทางการเมืองเหนือใคร  ที่สำคัญที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ผู้ปกครองไม่ได้รับการรับเลือกให้กลับเข้าไปทำหน้าที่ปกครองตามเดิม อดีตผู้ปกครองก็จะมีฐานะทางการเมืองเฉกเช่นกับพลเมืองคนอื่นๆ หรือพูดง่ายๆว่าเขาได้กลับมาเป็นพลเมืองสามัญธรรมดาที่ถูกปกครองนั่นเอง

สำหรับกรณีของการเปรียบเปรยยอดนิยมที่ว่า “นิ้วทั้งห้านิ้วยังไม่เท่ากันแล้วประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความเท่าเทียมได้อย่างไร?” ในกรณีนี้ หากจะให้วิเคราะห์ล้อกันไปกับคำเปรียบเปรยดังกล่าว ก็จะเป็นที่ชัดเจนว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการให้แพทย์ทำการผ่าตัดเพื่อให้นิ้วทั้งห้านิ้วยืดยาวเท่ากันหมด มีความกว้างหนาบางเท่ากัน มีเล็บสวยงามแบบเดียวกัน มีสีผิวของนิ้วที่เหมือนกันสม่ำเสมอ หรือกระทั่งตัดนิ้วทั้งห้าทิ้งเพื่อนำนิ้วมือของจักรกลที่มีความสมมาตรมากกว่าเข้ามาแทน ในทางตรงกันข้าม ระบอบประชาธิปไตยกลับมุ่งเน้นให้ทุกๆนิ้วได้รับการดูแลจากเจ้าของร่างกายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นนิ้วโป้งหรือนิ้วก้อย ไม่มีนิ้วไหนได้รับอภิสิทธ์เหนือนิ้วอื่นๆ นอกจากนั้น หากนิ้วใดได้รับการทำร้ายจนทำให้บาดเจ็บหรือติดเชื้อโรค เจ้าของนิ้วจะต้องไม่เลือกปฏิบัติ หากแต่ทำการรักษานิ้วที่ว่านั้นเฉกเช่นกับนิ้วอื่นๆที่ได้รับการปฏิบัติมา ที่สำคัญที่สุด แม้ว่าในหลายๆสถานการณ์นิ้วบางนิ้วจะมีบทบาทมากกว่านิ้วอื่นตามที่เจ้าของร่างกายสั่งการ เช่น นิ้วชี้โดดเด่นที่สุดตอนเจ้าของร่างกายชี้นำทางให้กับคนอื่น นิ้วนางโดดเด่นที่สุดตอนเจ้าสาวได้รับการสวมแหวนจากเจ้าบ่าว หรือนิ้วกลางโดดเด่นที่สุดตอนเจ้าของร่างกายต้องการต่อว่าคนอื่นด้วยการชูสัญลักษณ์แบบเพศชาย แต่ทุกๆนิ้วก็จะกลับมาเท่ากันหมดในฐานะอวัยวะหนึ่งๆของร่างกายเมื่อการทำหน้าที่หรือภารกิจนั้นจบสิ้นลง โดยสรุปแล้ว ธรรมชาติอาจสร้างนิ้วทั้งห้านิ้วให้ไม่เท่ากันในเชิงขนาดและรูปร่าง เฉกเช่นเดียวกับการที่ ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีสรีระต่างกันไปให้มีความสูงต่ำดำขาว กระนั้นก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่พยายามทำให้นิ้วทุกนิ้วมีความเท่าเทียมกันหมดในการได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคจากเจ้าของร่างกาย ไม่ต่างจากการที่พลเมืองทุกๆคนต้องได้รับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพในร่างกายและทรัพย์สินจากภาครัฐอย่างเสมอภาค เท่าเทียม และไร้ซึ่งอคติทางการเมืองใดๆนั่นเอง