Menu

การเลือกตั้งในฐานะเครื่องมือของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย :ภัควดี วีระภาสพงษ์ เผด็จการยังคงกลัวการเลือกตั้ง เสนอการกระจายอำนาจ

0 Comments


วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 โครงการบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์, ร่วมกับเครือข่าย We Watch โครงการคนรุ่นใหม่กับการรณรงค์การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง, ภาควิชาสังคมศาสตร์การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์, ชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกลุ่มลานยิ้ม จัดสัมมนา “การเลือกตั้งในฐานะเครื่องมือของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย”

วิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย

1. ภัควดี วีระภาสพงษ์
2. ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา(อ่านที่นี่)
3. ผศ.ดร. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ(อ่านที่นี่)
เสวนาโดย ชัยพงษ์ สำเนียง

วิทยากรท่านแรก ภัควดี วีระภาสพงษ์

สังคมไทยอยุ่ภายใต้ความกลัวจากการผลิตซ้ำของรัฐและประชาชนด้วยกัน การเลือกตั้งอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้หลุดพ้นจากเผด็จการ

ปัญหาของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่มองว่าไม่มีประโยชน์ ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย จริงๆ เกิดขึ้นจะทั่วโลก หากไปดูสถิติของคนที่ออกมาเลือกตั้งนี้ ในยุโรป เป็นพื้นที่ที่เคยมีการศึกษา หรือมีความตื่นตัวอะไรก็ตาม บางที่ก็มีคนออกมาเลือกตั้งมาก บางพื้นที่ก็มีคนออกมาเลือกตั้งน้อย อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งเป็นประเทศโลกที่ 1 จำนวนที่เรียกว่า “Turn Out” หรือจำนวนคนที่ออกมาลงคะแนนจริงๆ มันน้อยกว่าประเทศโลกที่ 3 เสียอีก กลับมามามอง เฉพาะบริบทของเมืองไทยแบบว่าทำไมการเลือกตั้ง จะเป็นเครื่องมือไปสู่ประชาธิปไตย หรือหลุดพ้นจากภาพเผด็จการด้วยข้อสมมติฐานว่า เราอยากหลุดพ้นจากเผด็จการ แต่ถ้าเกิดอยากมีใครที่อยากอยู่ต่อไปอันนี้ก็เปลี่ยนประเด็นได้เลย โดยส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้ง ในสภาพรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ที่เขียนขึ้นมาดูเหมือนทำให้เรายิ่งรู้สึกท้อแท้ว่า เราจำเป็นต้องออกไปเลือกตั้งอีกหรือไม่ รัฐธรรมนูญระบุทุกอย่าง แก้ก็ยาก สว.ก็มี เลือกตั้งไปแล้ว พรรคที่เลือกจะถูกยุบหรืออะไรก็อย่างที่ทุกคนทราบ แต่ว่าเราควรจะออกไปเลือกตั้งหรือไม่ ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ในการหลุดพ้นจากสภาพเผด็จการหรือเปล่า

โดยส่วนตัวคิดว่ามันเป็น ถ้าพูดถึงเรื่องการเลือกตั้ง การออกไปลงคะแนนเสียง เลือกตั้งทั่วไป ระดับชาติ มองว่ามันเป็นเงื่อนไขที่อาจจะไม่เพียงพอ ในตอนนี้ คือทำไมถ้าเรามองดูสภาพสังคมไทย มองดูตั้งแต่ความเป็นมาการเมืองไทยตั้งแต่มานานแล้ว คืออยากจะบอกว่าเมืองไทยมีลักษณะอย่างหนึ่ง คืออาจจะไม่พิเศษเฉพาะเมืองไทย เป็นลักษณะสภาพแบบนี้ ก็คือ การเมืองไทยเราถูกทำให้อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าสภาวะฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา หมายถึงสภาวะที่มีปัญหาที่รุนแรง วิกฤตการณ์ที่ทำให้สังคมล่มสลาย จำเป็นต้องใช้อำนาจเด็ดขาดมาปกครอง เราถูกให้อยู่ในสภาวะแบบนี้ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือ สังคมไทยอยู่ได้ด้วยความกลัว ความกลัวเกิดขึ้นมานอกจากการสร้างของฝ่ายรัฐแล้ว ก็มีการผลิตซ้ำ จากประชาชนเองก็ผลิตซ้ำความกลัวนี้มาเรื่อยๆ อย่างเริ่มต้นย้อนไปเราก็คิดถึงภัยคอมมิวนิสต์ ภาพของการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และภาพภัยคอมมิวนิสต์ก็มาพร้อมกับระบบนารวม ระบบเผด็จการ ทุ่งสังหาร สถาบันของเราจะถูกทำลายล้าง พอมาสมัยใหม่เราก็มีภาพความกลัว ลัทธิประชานิยม หรือ ทุนสามารย์ นักการเมืองจะโกงกินปล้นชาติบ้านเมือง คือมีการสร้างภาพแบบนี้ขึ้นมาเป็นการผลิตซ้ำความกลัวตลอดเวลา ซึ่งการสร้างความกลัวนี้มันไม่จำเป็นที่ภาครัฐเป็นคนทำ แต่ประชาชนด้วยกันเองที่ช่วยผลิตซ้ำเรื่องความกลัวขึ้นมาด้วย

จะด้วยอะไรก็ตามต้องคิดต่อไปด้วยว่าทำไมเราต้องตกอยู่ในสภาวะความกลัวตลอดเวลา แต่ว่าอย่างน้อยสุด คือสภาพของความกลัวนี้ทำให้เรายอมรับอำนาจนิยม อำนาจเผด็จการไว้ได้ เราจะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทย นักศึกษาทุกคงทราบว่าเราอยู่ในสภาพของประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำ การเป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ใช้ระยะเวลาค่อนข้างสั้น สิ่งนี้ก็เป็นข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกว่า คือทำไมเราชอบถามว่าคนไทยไม่กลัวประเทศนาซี คือทำไมคนไทยชอบอะไรที่เป็นแฟชั่น พอฝรั่งมาเห็นก็จะตกใจว่าทำไมคนถึงชอบ

ตั้งข้อสังเกตอย่างอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นมาในสังคมไทย มันไม่มีความกลัวลัทธิฟาสซิสต์ เพราะว่านาซีคือความมีระเบียบ การใช้อำนาจสร้างความระเบียบเรียบร้อย สร้างความยิ่งใหญ่ พูดง่ายๆคือความเกรียงไกรของสังคม ไม่แตะต้องสถานภาพทางชนชั้น ลักษณะความกลัวของสังคมไทยปได้ดีกับลัทธินาซี ทำให้ลัทธินาซีไม่เคยเป็นภาพที่ถูกสร้างให้น่ากลัว คนไทยมีลักษณะอย่างหนึ่งที่ฝรั่งตกใจว่าเราชอบสัญลักษณ์นาซีหรือเราไม่รู้สึกอะไรกับลัทธินาซี

การรวมศูนย์อำนาจอยู่กรุงเทพและระบบอุปถัมภ์  ส่งผลให้ขาดจินตภาพถึงพื้นที่อื่นๆ 

การยอมรับอำนาจเผด็จการแบบนี้มันมาพร้อมกับว่าประเทศไทยเป็นประเทศโลกที่ 3 ที่มีลักษณะแบบหาได้ยากอยู่เหมือนกัน การรวมศูนย์อำนาจของประเทศไทยเราไม่มีประชาธิปไตยในระดับของส่วนการปกครองท้องถิ่น ไม่มีประชาธิปไตย เลือกตั้งในทุกด้าน นอกจากการเลือกตั้งทั่วไป  การรวมศูนย์อำนาจมันมาพร้อมกับการให้อำนาจปกครองตัวเองที่ลดหลั่นกันลงไปเป็นขั้นๆ กรุงเทพอาจจะมีการเลือกตั้งเพราะกรุงเทพ เพราะกรุงเทพมีอำนาจปกครองตนเองที่สูงกว่า แต่หัวเมืองใหญ่ตามจังหวัดไม่มี เมืองไทยเป็นลักษณะการลำดับชั้น ถ้าคุณเป็นคนมีฐานะ มีสถานภาพ มีสังกัด คุณจะได้ความยุติธรรมมากกว่า ความรู้ถูกรวมศูนย์ทุกอย่างอยู่ที่ศูนย์กลางมาก ทำให้ไม่มีจิตภาพถึงพื้นที่อื่นๆ ในแง่หนึ่งทำให้ถามว่าที่ผ่านมาคนไม่สนใจการเมือง ก็อาจจะเป็นเพราะว่าการที่อำนาจถูกรวมศูนย์ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ใกล้ตัวได้ คนก็ไม่สนใจการเมืองและรัฐก็ไม่ได้เคยได้รับการลงโทษอะไร เราพูดถึงเรื่องการอุปถัมภ์ ระยะหลังเราจะเห็นการตอบคำถามของคนมีอำนาจ มีการตอบคำถามที่ไม่นึกว่าเขาจะกล้าตอบ ล่าสุดที่ประธาน กกต. พูดว่ายังทำเขตเลือกตั้งไม่เสร็จ คือมันฟังตลก ที่จริงการที่เขาตอบคำถามแบบนี้ได้ เป็นเพราะว่าเขาไม่ต้องรับผิดต่อประชาชนอยู่แล้ว แต่รับผิดชอบเฉพาะผู้อยู่เบื้องหลัง คือที่เล่ามาทั้งหมดเมืองไทยที่สภาพเป็นแบบนี้

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นสะท้อนความกลัวของชนชั้นนำ คือตอนนี้แทบจะไม่มีกฎหมายเพื่อให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน ทหารก็ก็ยังกลัวการเลือกตั้ง ทำไมพยายามที่จะเลื่อนการเลือกตั้งไปเรื่อยหรือทำไมที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องรัฐประหาร แสดงว่าเขากลัว เขาเลยจำเป็นที่จะต้องรัฐประหาร สิ่งที่อยากจะฝาก และอะไรคือความกลัวของชนชั้นนำไทย ที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง อะไรคือความกลัวที่แท้จริงของเขา ถึงไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้เพราะดูจากชนชั้นนำไทยจริงๆ ชนชั้นนำนี้ไม่ได้หมายความเฉพาะทหาร หมายถึงชนชั้นบนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถาบันที่คุมอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คือเขากลัวอะไร พวกชนชั้นนำพวกนี้จริงๆ เป็นพวกที่ชอบความทันสมัย ชอบมีหน้ามีตาในเวทีโลก อยากให้ประเทศไทยมีประสิทธิภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ว่ากลัวการเลือกตั้ มีนักเคลื่อนไหวนักกิจกรรมทางสันติวิธีเคยพูดว่า “เวลาศัตรูคุณทำอะไรจงทำในสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด” และตอนนี้สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็คือการเลือกตั้ง ” เราก็ควรทำสิ่งนี้ แม้ว่ามันจะเป็นเงื่อนไขที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เมืองไทยพ้นไปจากสภาวะของระบบอำนาจนิยมก็ตาม เงื่อนไขที่เพียงจะต้องตามมาด้วยการกระจายอำนาจ ต่อการปฏิรูปกองทัพ โดยสอง ประเด็นนี้มันสำคัญมาก แต่เนื่องจากตอนนี้เราคงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ตอนนี้ต้องมาใช้เงื่อนไขจำเป็นที่เป็นเครื่องมือของพลเมืองในการออกจากสภาพแบบนี้นี้คือการเลือกตั้ง ส่วนตัวไม่ได้มีความศรัทธากับการเลือกตั้งระดับประเทศมากขนาดนั้น แต่เพราะเขากลัวสิ่งนี้ บางทีการเลือกตั้งอาจจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราหลุดพ้นออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้บ้าง

ข้อวิจารณ์จากฝ่ายล้มรัฐบาลเลือกตั้งบางส่วนก็จริง แต่มีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่ารัฐประหาร กระจายอำนาจ หนุนเสริมความเสมอภาค 

เคยมีโครงการกับเพื่อนเมื่อสองสามปีก่อน เสนอกับเพื่อนว่าความเชื่ออย่างหนึ่งก็คือว่าฝ่ายที่ล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ข้อวิจารณ์ของเขามีมูลความจริงบางส่วน กับการที่เขาวิจารณ์ข้อบกพร่องของการเลือกตั้งทั่วไป ข้อบกพร่องของพรรคการเมืองมีมูลความจริงบางส่วน แต่สิ่งที่เราพยายามจะบอก ถ้าเราจะแก้ปัญหามันไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการเอาอำนาจนิยมเข้ามาเพื่อที่จะจัดการ แต่มันจะต้องเป็นการทำให้มีประชาธิปไตยในลักษณะหลายรูปแบบมากขึ้น คือในงานเราจะเสนอว่าประชาธิปไตยมันไม่ใช่มีแค่การเลือกตั้ง มันมีประชาธิปไตยรูปแบบอื่น เช่นประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ลักษณะของอย่างเช่นการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม คือมันมีเครื่องมือจำนวนหนึ่งภายในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรูปแบบในนั้นมีมากกว่านี้ คือเราอยากจะพูดถึงเครื่องมือพวกนี้ ซึ่งเราพยายามที่จะตอบคำถามของฝั่งเสื้อเหลือง ว่าข้อวิจารณ์ของเขามันมีมูล แต่มันมีทางออกแบบอื่นที่ดีกว่านั้น แต่สุดท้ายแล้วงานนี้มันจัดไม่ได้ ้เพราะติดระบอบเผด็จการตอนนี้ ส่วนตัวมีความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยทางตรง หรือที่เขาเรียกว่าแนวระนาบอะไรมากกว่า เพราะฉะนั้นในลักษณะการปกครองประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองมีความสนใจมากเท่าใด แต่ปัญหาก็คือว่าวิธีคิดในลักษณะของแบบที่ตัวเองสนใจ มันจะดำเนินได้ในสภาวะที่เรียกว่าต้องมีสันติภาพ แต่เมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่สภาวะของสันติ มันเป็นสภาวะฉุกเฉิน ที่มันมีปืนจ่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราจะขยับตัวทำอะไรก็ไม่ได้

ส่วนตัวก็คือต้องการพ้นไปจากสภาพนี้ก่อนเพื่อที่จะได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ คือกลับไปอยู่ในสภาวะที่เรายังพอมีพื้นที่ที่ขยับได้ในเรื่องอื่นๆ และในขณะเดียวกันเราก็อยากจะนำเสนอมากเลยเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยในหลายๆ รูปแบบหรือว่าไม่ใช่แค่เฉพาะประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เพราะว่าเมืองไทยเราไม่ได้อยู่ในสังคมที่มีความเคยชินต่อการกระจายอำนาจเท่าไหร่ ถ้าเมืองมีอำนาจในการจัดการตนเองบางเรื่องได้มันจะแก้ปัญหาได้มาก ยกตัวอย่างเช่น เมืองเมืองโบโกตา ในโคลอมเบีย ซึ่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ด้วยวิธีการหลากหลาย โดยมีนายกเทศมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเขาก็มีอำนาจที่จะทำได้ และด้วยความร่วมมือจากรัฐบาลส่วนกลาง คือพูดง่ายๆว่าในส่วนการปกครองท้องถิ่นต้องมีพื้นที่ให้ขยับทำอะไรได้บ้าง หรือพูดถึงงบประมาณแบบมีส่วนร่วม มันก็เป็นเรื่องหนึ่ง  หลายๆ ที่ก็จะมีเมืองคือเทศบาลก็จะมีการกันงบประมาณบางส่วนออกมาแต่ไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นส่วนหนึ่ง เพื่อให้คนเข้าไปลงทะเบียนอยากใช้ก็เข้าไปประชุม และประชุมกันก็สามารถตัดสินได้ว่าคุณจะเอางบประมาณนี้ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เราก็พูดถึงพลเมืองที่มีความตื่นตัว คือแน่นอนก็อาจจะมีคนบางคนที่บอกว่าจะต้องทำมาหากินไม่มีเวลามานั่งประชุม  แต่ว่าก็มีบางกลุ่มที่สามารถเข้าไปและเข้าไปกำหนดทิศทางบางส่วนของการใช้เงินหลักได้ด้วยอย่างนี้เป็นต้น ส่วนหนึ่งคิดว่าเราจะพูดถึงประชาธิปไตยได้ ในแง่หนึ่งเราควรจะพูดถึงมัน แต่เราตอนนี้ปัญหาเราจะต้องไปให้พ้นจากสภาพนี้ก่อน คือโดยส่วนตัวก็ไม่ได้คิดว่าไปกาบัตรเลือกตั้งแล้วมันจะพ้นได้ เพียงแต่ว่าที่พูดไป เพราะเราเห็นชนชั้นนำกลัว อยากรู้เหมือนกันว่าเขากลัวอะไร เพราะยิ่งเรารู้ว่าเขากลัวอะไรเรายิ่งจะมีเครื่องมือในการที่จะลดทอนอำนาจได้มากขึ้น เพราะว่าอย่างที่บอกว่า เครื่องอย่างเดียวก็คือในการต่อสู้ของคนมีอำนาจก็คือว่าทำในสิ่งที่เขาไม่อยากให้เราทำ และตอนนี้สิ่งที่เขาไม่อยากให้เราทำเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และเราก็ไม่เข้าใจว่าเขาเขียนรัฐธรรมนูญล๊อคมาขนาดนี้แล้วเขากลัวอะไร แต่ในเมื่อเขากลัวเราก็จะใช้มันเครื่องของเราก็เท่านั้นเอง อันนี้ก็เป็นขยายความ

และก็อีกประเด็นที่อยากจะพูดที่เก่งกิจพูดมาอันนี้เห็นด้วยที่ว่า ที่พูดเรื่องความเสมอภาค โดยส่วนตัวก็เห็นด้วย ปกติเป็นคนที่ไม่อยากใช้คำว่าสิทธิเสรีภาพอะไรเลยแต่ว่า อยากพูดเรื่องความเสมอภาค แต่สิ่งหนึ่งที่คิดก็คือว่า ในแง่หนึ่งการที่จะทำให้เกิดความเสมอภาคไม่รู้ว่าถูกหรือผิดแต่คิดว่า มันไม่ได้เป็นการพูดให้คนเห็นกันเกี่ยวกับความเสมอภาค แต่มันเป็นเรื่องของบางทีมันเป็นเรื่องของการที่บอกว่าเป็นเรื่องของการรวมตัวจัดตั้งกับคนที่เชื่อเรื่องความเสมอภาค และต้องการสถาปนาระบอบที่ทำให้มันมีความเสมอภาค คือพูดง่ายๆว่า เราไม่สามารถคือเหมือนที่เก่งกิจพูด เราพูดยังไงสลิ่มก็เป็นสลิ่ม เขาก็จะเป็นโคตรรสลิ่มกว่าเดิม คนที่เขาไม่เชื่อเรื่องความเสมอภาค พูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อความเสมอภาค บางครั้งสิ่งที่เราต้องทำเป็นเรื่องของการสถาปนาระบอบ คือทำระบอบให้เกิดความเสมอภาค เหมือนเวลาทำไมเราไปด่าประธาน กกต. ว่าพูดอย่างนี้ อย่างที่คิดโดยส่วนตัวว่าจะเป็นสันดานที่ไม่ดีหรืออะไร มันเป็นเพราะเขาตอบอะไรก็ได้ เราจะต้องสร้างระบอบที่ทำให้เขาตอบเราแบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ไปพยายามเรียกร้องให้หาคนดีมาแทนเขา แต่มันเป็นการสร้างระบอบกำกับเขาให้รับผิดชอบต่อเรา คือเขาต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่า

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *