Menu

การเลือกตั้งในฐานะเครื่องมือของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย: เก่งกิจ กิติเรียงลาภ การเมืองถูกลดทอนแค่การเลือกตั้ง การพูดเสรีภาพอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีความเสมอภาคด้วย

0 Comments


วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 โครงการบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์, ร่วมกับเครือข่าย We Watch โครงการคนรุ่นใหม่กับการรณรงค์การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง, ภาควิชาสังคมศาสตร์การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์, ชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกลุ่มลานยิ้ม จัดสัมมนา “การเลือกตั้งในฐานะเครื่องมือของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย”

วิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย

1. ภัควดี วีระภาสพงษ์(่อ่านที่นี่)
2. ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา(อ่านที่นี่)
3. ผศ.ดร. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
เสวนาโดย ชัยพงษ์ สำเนียง

ผศ.ดร. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
การถกเถียงประชาธิปไตยที่ผ่านมาพูดแต่เรื่องเสรีภาพมากกว่าความเสมอภาค จะพูดถึงเรื่องเสรีภาพได้อย่างไรในเมื่อคนไม่ได้เท่ากันตั้งแต่ทุกอณูในชีวิต

ทบทวนตัวเองว่าก่อนที่จะมาพูด คือไม่รู้ว่าจะพูดประชาธิปไตยอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นความกระอักกระอ่วนที่เราจะเห็นตลอดเวลาที่มีข้อถกเถียง อะไรคือสิทธิ คุณมีสิทธิสนับสนุนเผด็จการหรือไม่อะไรพวกนี้ ที่เราเถียงกันเพราะฉะนั้นมันเท่ากับว่าความเข้าใจต่อประชาธิปไตย แม้กระทั่งในฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย น้อยมากในการที่จะมีข้อสรุปบางอย่างร่วมกันในระดับหนึ่ง แม้กระทั้งคอนเซปต์ง่ายๆว่าสิทธิของการมีสิทธิมันคืออะไรกันแน่ เราไม่มีความชัดเจน การที่ผมปวดหัวในการต้องมาพูดเรื่องก็คือว่าเพราะผมไม่รู้เรื่องประชาธิปไตยเลย มันทำให้เราสะท้อนตัวเองเหมือนกันว่า จริงๆ หลายปีเราแทบไม่ได้คิดเรื่องประชาธิปไตยมากเท่าเรื่องเผด็จการ คือพูดง่ายๆว่าประชาธิปไตย ในฐานะการปฏิเสธตัวเอง มากกว่าการคิดถึงประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นประชาธิปไตยโดยตรง ไม่รู้เป็นข้อจำกัดหรือว่ามันเป็นข้อดีก็ไม่รู้ อาจจะมีข้อดีในทางการเมือง แต่มันอาจจะเป็นข้อจำกัดในแง่คิดถึงการอยู่ร่วมกันในอนาคต หรือการออกแบบสังคมร่วมกันว่าต่อไปเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

เพราะฉะนั้น ในความหมายของคำว่าการเมือง โดยทั่วไปมันก็มีหลายความหมาย นอกจากการเมืองจะหมายถึงการผลัดกันเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน หรือความขัดแย้งทางการเมืองยังหมายถึงการออกแบบสังคมการเมืองร่วมกันด้วย ซึ่งคิดว่ามิติของการพูดคุยเรื่องการออกแบบสังคมการเมืองร่วมกันเป็นสิ่งที่เกิดน้อยมากในรอบหลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยในปัจจุบันเราอยู่ในสภาวะที่เราต้องเลือกระหว่างเราเอาเผด็จหรือเราไม่เอาเผด็จการมากกว่าที่เราจะบอกว่าประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่ ในสังคมประชาธิปไตยเองก็มีการถกเถียงกันในเรื่องนิยามของประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา คำว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่หรือรูปแบบของประชาธิปไตย หรือโครงสร้างสถาบันทางการเมืองหลายไม่ใช่สิ่งที่ลงตัว เพราะว่าทุกสังคมที่เราเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ก็ล้วนแล้วยังคงถกเถียง อภิปรายบทบาทสถานะของสถาบันการเมืองต่างๆอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าสังคมต่างๆที่เรียกว่าประชาธิปไตยจะตั้งคำถามหรือท้าทายหรือโต้แย้งนิยามของประชาธิปไตย แต่มันก็ยังคงอยู่ในกรอบสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย ทีนี้คำถามว่าประชาธิปไตยคืออะไร

สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมากของคอนเซ็ปต์เรื่องประชาธิปไตยที่ทำให้คำว่าประชาธิปไตยต่างจากรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบอื่นๆ คือวางอยู่บนความคิดเรื่องความเสมอภาค มากกว่าเรื่องเสรีภาพ ที่พูดแบบนี้อาจจะโดนด่าได้เพราะไม่สนับสนุนเสรีภาพ แต่ประเด็นสำคัญที่เราเถียงกันได้ในทางทฤษฎีก็คือว่า ในยุคสังคมเราพูดถึงคอนเซปต์ ในสังคมทุนนิยมปัจจุบันก็พูดถึงคอนเซปต์เรื่องของเสรีภาพ เสมอภาคเหมือนกัน แต่คอนเซปต์เรื่องความเสมอภาคมันวางอยู่บนเงื่อนไขหรือฐานอะไรบางอย่าง คือคุณต้องมีเสรีภาพ และคอนเซปต์เรื่องความเท่าเทียมเราต้อง base on idea เรื่องเสรีภาพที่คุณมีในระบบทุนนิยม คือทุกคนมีเสรีภาพที่จะใช้ชีวิต แต่แน่นอนว่าเงินในกระเป๋าคุณมีไม่เท่ากัน เราไม่ได้พูดผ่านคอนเซปต์เรื่องความเสมอภาค แต่เรา base on idea ในแง่บนเรื่องเสรีภาพ เพราะฉะนั้นสำหรับผมที่ว่าหลายปีที่เราไม่ได้คุยความคิดเรื่องความเสมอภาคมาก เราไม่มีความชัดเจนว่าเราพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ ในประชาธิปไตยระหว่างเสรีภาพกับความเสมอภาค ที่นี้การที่คุณจะพูดถึงเสรีภาพบนหลักการว่าด้วยความเท่าเทียม นั่นหมายความว่าความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคเป็นสิ่งที่เป็นฐานของการพูดถึงเรื่องคุณค่าทางสังคม การเมืองอื่นๆ นั่นหมายความว่าเราจะพูดถึงเรื่องเสรีภาพได้อย่างไรในเมื่อคนไม่ได้เท่ากันตั้งแต่ทุกอณูในชีวิต

คือผมคิดถึงนักวิชาการบางคนมาวิจัยเมืองไทยและตื่นเต้นมาก (โอ้เมืองไทยมีปัญหาคอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์) ประเด็นคือทุกอณูระบบอุปถัมภ์หรือจ่ายใต้โต๊ะนึกออกใช่ไหม คือทำไมนักวิชาการตะวันตกตื่นเต้น ที่ประเทศไทยยังคงมีการคอรัปชั่นในรัฐบาลอยู่คือ ตั้งแต่เกิดมาเราก็รู้ว่าทุกรัฐบาลคอรัปชั่นอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการที่เราสามารถพูดเรื่องพวกนี้ได้ดูเสมือนว่ามันเป็นปัญหาของนักการเมืองหรืออะไรพวกนี้ เพราะเราไม่ได้กลับไปในหลักการของประชาธิปไตย ซึ่งพูดถึงเรื่องความเสมอภาค คราวนี้ผมอยากจะทดลองนิยามของคำว่าประชาธิปไตยบนฐานว่า ความเสมอภาคเป็นคุณค่าเบื้องต้นที่สุดของประชาธิปไตย -ขอเสนอสมการทั้ง 5 ข้อด้วยกันในการอภิปรายประเด็น

ประเด็นที่ 1

ประชาธิปไตยวางอยู่บนคุณค่าที่สำคัญที่สุดก็คือความเสมอภาค คุณค่าอื่นๆเป็นสิ่งที่พัฒนาตัวมันเองต่อจากความเสมอภาค

ประเด็นที่ 2

ประชาธิปไตยเมื่อวางอยู่บนความเสมอภาคในส่วนที่ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการที่เราทำอะไรร่วมกัน หรือว่าการที่เราใช้ชีวิตในทางสังคมการเมืองร่วมกับคนอื่น พูดง่ายๆ ก็คือปัจเจกบุคคล เสรีภาพของปัจเจกบุคคล อาจจะมีความเป็นสิ่งที่สืบเนื่องหรือวางอยู่บนหลักการว่าด้วยเรื่องความเท่าเทียมของคนรวมหมู่ มากกว่าเสรีภาพแบบปัจเจกบุคคล เวลาที่เราพูดถึงคำว่า เสรีภาพที่วางอยู่บนหลักการว่าด้วยความเท่าเทียมแบบรวมหมู่ ส่วนที่สำคัญมากเลยก็คือว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่รูปแบบของความสัมพันธ์ทางการเมืองในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมือง หรือกฎหมายเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความปรารถนาและศักยภาพของผู้คน คือพูดง่ายๆเมื่อเราพูดถึงคอนเซปต์เรื่องเสรีภาพ เสรีภาพในยุคสมัยนี้เกิดขึ้นตอนมีข้อจำกัดในจิตนาการของคนยุคสมัยหนึ่ง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนไป จิตนาการของเสรีภาพอื่นๆ ที่มันพัฒนาออกไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคอนเซปต์เรื่องเสรีภาพต่างๆ มันไม่ได้มีอะไรตายตัวในแง่นี้ คอนเซปต์ประชาธิปไตยจริงๆ ควรจะคำนึงถึงศักยภาพและความปรารถนาของคน

ประเด็นที่ 3
ปัญหาของประชาธิปไตย คอนเซปต์เรื่องประชาธิปไตยปัจจุบันก็คือมันแยกระหว่างสองส่วน ระหว่างในทางทฤษฎีทางรัฐศาสตร์อาจจะเรียกว่า constitution อันที่ 2 เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ Production, constitution จะถูกนิยามโดยนักรัฐศาสตร์ทั่วไปว่า หมายถึงรัฐธรรมนูญ แต่ที่จริง constitution หัวใจสำคัญคือ กฎกติกาหรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างไร เพราะฉะนั้นสังคมทุกสังคม หรือความสัมพันธ์ทางการเมืองทุกประเภทอยู่บน constitution บางประเภทเสมอบนหลักการว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน

ทีนี้ปัญหาของประชาธิปไตยปัจจุบันแยกระหว่าง constitution กับ Production เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตยจะลดทอน constitutionให้เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย มากกว่าเรื่องของความสัมพันธ์ทางสังคม เราสามารถที่จะมีประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งโดยที่ไม่มีระบอบเผด็จการในมหาวิทยาลัย ในบ้าน ในครอบครัว เราอาจจะอยู่ภายใต้ Production การผลิตที่เหลื่อมล้ำสุด มีคนจนที่สุดในสังคม และเราสามารถพูดในเรื่องประชาธิปไตยได้ เมื่อเราลดทอน constitution มากกว่าที่จะเป็นความสัมพันธ์ constitution กับ production

ดังนั้นจึงจะเห็นว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยในปัจจุบัน เราก็จะตัดทอนมิติทาง มิติทางเศรษฐกิจ ความจริง Production น่าจะถูกลดทอนลงในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น เราถูกตัดทอนในมิติทางเศรษฐกิจออกไปจากการคิดคำนึงถึงหลักการว่าด้วยความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตย โดยเพื่อที่เราจะพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยในเรื่องของหลักการเรื่อง constitution โดยความหมายที่ถูกลดทอนและคับแคบว่าเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองเท่านั้น โดยที่สถาบันทางการเมืองในแบบประชาธิปไตยแบบนี้ ยังคงสามารถทำงานลักษณะที่ถูกเรียกว่าใช้ประชาธิปไตยโดยที่ไม่ต้องแคร์ว่า คนในสังคมจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรในความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผลของการแยกระหว่าง constitution กับ production ที่สำคัญมากก็คือเรื่องการเมืองในเรื่องมิติของความขัดแย้ง ทางชนชั้น ความเลื่อมล้ำถูกผลักให้หายไปจากการคิดคำนึงในเรื่องการเมือง ด้วยความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐเท่านั้น ทั้งที่จริงๆแล้วประชาชนไม่เคยเป็นสิ่งที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ประเด็นที่ 4

คือรู้สึกว่าการถกเถียงในเรื่องที่ไร้สาระ ว่าด้วย การเตะฟุตบอล การเล่น RoV ในแง่ที่ว่ามันเป็นการลดทอนสิ่งที่เรียกว่าการเมืองหรือการพูดเรื่องประชาธิปไตยให้มันเป็น event เป็นเหตุการณ์ที่ดูตื่นเต้น เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนคนที่ต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยให้กลายเป็นแค่คนดูหนัง action คือเราตื่นเต้น เราอยู่ภายใต้การที่ประชาธิปไตยพูดถึง event แบบนี้ตลอดเวลา การเมืองแบบนี้ เป็นสิ่งที่ลดทอนให้เราเลือกส่วนตัวรำคาญมากเวลามีคนถามอยู่พรรคอะไร คือคุณต่อสู้ประชาธิปไตยมา 10 ปี แต่ถามแค่ว่าเลือกตั้งอยู่พรรคอะไร? คือน่ารังเกียจมาก ในแง่ที่ว่า การต่อสู้ประชาธิปไตยในรอบ 10 ปี เราไม่ได้เรียนรู้เลยว่าเราจะคิดถึงประชาธิปไตยในความหมายที่เป็นการแตะความเลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร มากกว่าการจะถามว่าจะเลือกพรรคไหน คือมันไม่ต่างอะไรกับการที่แอร์โฮสเตสถามคุณว่าจะกินชาหรือกาแฟ สำหรับผมการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าหรือประชาธิปไตย เราอยู่ในโลกของสิ่งที่เราเรียกว่าความตื่นตาตื่นใจ ในฐานะเราเป็นผู้ชมหนัง action มากกว่าจะเป็นผู้ active ทางการเมือง

คุณสมบัติประชาธิปไตยที่เป็นสมการข้อที่ 4 คือ ผมคิดว่าประชาธิปไตยต้องการระยะเวลา ระยะเวลาในแง่ที่เราจะต้องมีเวลาในการใคร่ครวญ พูดคุย เป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะคุยการออกแบบประชาธิปไตยถ้าเราเริ่มต้นประโยคว่า อ๋อคุณเคยเป่านกหวีด คือมันตอกย้ำในประเด็นตอนต้นว่าเราไม่เคยพูดเรื่องประชาธิปไตยจริงๆเลย เรากำลังพูดเรื่องเผด็จการว่า อ๋อคุณเป็นสลิ่มทำลายประชาธิปไตยคือ นี่คือความอับจนปัญญาอย่างที่สุดของสังคมไทย เพราะฉะนั้นการลดทอนตัวเลือก เราไม่ต้องใช้ความคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร ปัญหาของสังคมไทยตอนนี้คือ เราไม่มีกฎกติกาที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ฆ่ากัน แต่เราก็ไม่เคยคุยกฎกติกากันว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ฆ่ากันที่มันครอบคลุมมิติต่างๆ ในชีวิตเรามันคืออะไรกันแน่ เราลดทอนประเด็นนี้ให้เป็นเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งพี่ภัคก็ได้พูดไปแล้วว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่มันไม่ควรจะเป็นทั้งหมดในสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสำหรับผมคิดว่า ประชาธิปไตยมันเป็นสิ่งที่เราต้องการ การใคร่ครวญอะไรบางอย่างร่วมกันกับมนุษย์คนอื่นเพื่อที่จะออกแบบสังคมร่วมกันเพื่อที่จะลดทอนความเลื่อมล้ำ และทำให้หลักการเท่าเทียมเป็นหลักการพื้นฐานของชีวิตของเราในทุกอณู ในทุกมิติของชีวิต ไม่ใช่แค่มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างเดียว

ประเด็นที่ 5
ในแง่นี้การเลือกตั้ง ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง หรือกลไกอันหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมก็มักจะทำให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องทั้งหมดของประชาธิปไตยมากกว่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของประชาธิปไตย ส่วนสำคัญมากเลยที่เราจะต้องคิด ซึ่งผมพยายามคิดเรื่องนี้มาสัก 2-3 ปี คือความคิดเรื่องตัวแทน ประชาธิปไตยต้องการตัวแทนหรือไม่ เราต้องการคนที่จะมาพูดแทนเรามากน้อยแค่ไหน คือยกตัวอย่างรูปธรรมของการที่สังคมไทยไม่มีความเข้าใจเรื่องตัวแทนที่เกี่ยวพันกับประชาธิปไตย ด้วยหลายวันที่ผ่านมาคือผมก็เชียร์พรรคอนาคตใหม่อยู่ห่างๆ อยู่มีคนมาบอกว่าคนนี้มีสิทธิ์พูดแทนพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ทำไมคนนี้เป็นเซเลปแล้วมาพูดแทนอนาคตใหม่ คือมัน make sense หรือไม่ คือมเป็นตัวแทนของพรรคได้หรือไม่ เราไม่เคยชัดเจนว่าตัวแทนนั้นเป็นตัวแทนได้จริงหรือไม่ หรือความเป็นสมาชิกพรรคจริง คือความเป็นรูปธรรมของการปฏิบัติการ การที่เราอยู่ร่วมกัน อันนี้ไม่ได้พูดถึงสังคมที่มันใหญ่กว่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอ่านหนังสือหลายๆอย่าง จริงๆประชาธิปไตยมันอาจจะมีรูปแบบอื่นๆอีก ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของการเลือกตั้งก็ได้ แต่ประเด็นมันอยู่ในรูปแบบในชีวิตประจำหรืออยู่ในกลไกลักษณะต่างๆในสังคมซึ่งอาจจะมี concept การเมืองแนวระนาบ ประชาธิปไตยทางตรง แต่ว่าเชื่อหรือไม่ในสังคมไทยเราไม่ได้เถียงกันเรื่องนี้ เราพูดกันว่าเราเกลียดเผด็จการ และไม่เคยเถียงกันเลยว่าประชาธิปไตยมีกี่ประเภทที่เราสามารถคิดได้

ประเด็นสุดท้ายสิ่งที่ผมเรียนรู้ในการโตมา ผมอยากจะสะท้อนปัญหาบางอย่างในรอบ 20 ปี ตั้งแต่เริ่มคิดได้ว่าเราควรจะอยู่ในสังคมประชาธิปไตย ย้อนไปเมื่อ20 ปีที่แล้ว เราจะอยู่ในบรรยากาศการเมืองภาคประชาชน กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ต่างๆนาๆ เราพูดเรื่องการเมืองเรื่องทรัพยากร ดินน้ำป่า สิทธิชุมชน สมัชชาคนจน แล้วเราก็เถียงกันว่าพวกนี้มีพรรคการเมืองหรือไม่ หรือเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีพรรคการเมือง เรามองกันว่าพรรคการเมืองเป็นพวกเผด็จการ เราจะไม่สนใจการเลือกตั้งเพราะเลือกพรรคไหนมาก็ไม่ดีเหมือนกันหมด

การพูดเรื่องการเลือกตั้งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากแต่เราพูดต้องเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต

พอมาทศวรรษนี้ เราก็พูดถึงเรื่องการเมืองระดับชาติ พูดถึงเรื่องการเลือกตั้งกันอย่างมาก คือถ้าใครพูดแบบอาจารย์ประภาสพูดเมื่อ 20 ปี คุณจะโดนด่า ว่าคุณไม่สนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ต่อต้านเผด็จการ เป็นสลิ่ม คือทุกคนต้องพูดแบบนี้แน่นอน คือผมอยู่ในสภาวะที่งงมาก ว่า 10-20 ปีนี้ สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ผมอาจจะคิดว่าจุดยืนตัวเองในหลักการของประชาธิปไตยหรือการต่อสู้มันคืออะไรกันแน่ ระหว่างเราไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหวอะไร และเลือกพรรคการเมืองสักพรรคหนึ่งที่เราโอเคและเราก็เชียร์ กับการที่เราควรจะมีกระบวนการที่ต่อสู้เคลื่อนไหว พูดในประเด็นต่างๆที่เป็นประเด็นเล็กๆน้อยๆ ประเด็นปัญหาปากท้องที่ดินการทำมาหากินต่างๆ

อะไรคือการเมืองที่มันควรจะเป็นกันแน่ ส่วนสำคัญมากเลยก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองแบบไหนก็ตามสิ่งที่ผมเห็นร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน คือผมรู้สึกว่าเราไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สังคมต้องเป็นสังคมการเมืองไม่ใช่การเมืองในความหมายแคบๆ เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองแบบถอนรากถอนโคนได้อย่างไร ในความหมายที่คนควรจะเท่ากัน แต่คำว่าคนเท่ากันในรอบหลายปีนั้นคือมีสิทธิเลือกตั้งเท่ากัน มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราพูดเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต เชื่อหรือไม่ว่า ตลกมากเลยที่ทุกวันนี้เวลานักศึกษามาคุย มาปรึกษางาน นักศึกษายังคุกเข่าอยู่เลย เชื่อหรือไม่ผมตกใจมาก แล้วผมบอกให้ยืนขึ้น (ไม่ได้คะหนูยืนค้ำหัวอาจารย์ หนูรู้สึกบาป) และผมรู้สึกเศร้ามาก เพราะทุกอณูของชีวิตเราเต็มไปด้วยความเลื่อมล้ำ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราควรพูดถึงมัน ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมการเมือง วัฒนธรรมการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เราไปเลือกตั้ง แล้วเราไม่เลือกนักการเมืองดีหรือชั่ว แต่คือเราปฏิบัติชีวิตประจำวันร่วมกับคนอื่นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้การเป็นอยู่ของชีวิตประจำวันของเราเป็นส่วนที่ผสานกันกับกติกาของสังคมการเมืองที่หมายถึง constitution

การเมืองที่เจอเป็น 2 ด้านที่ตรงกันข้ามกันอย่างสุดขั้ว และเราอยู่สภาวะที่ไม่สามารถผสานการเมืองของขบวนการเคลื่อนไหวกับการเมืองแบบการเลือกตั้งระดับชาติเข้ามาหากันได้ ส่วนสำคัญคือผมคิดว่ามันเกิดจากการที่เรามองการเมืองแบบแยกส่วน และเราก็ตีความการเมืองในความหมายแคบ เพราะว่าเราเริ่มที่จะนิยามอะไรที่เป็นการเมืองในช่วงเวลาหนึ่งเราก็จะปฏิเสธอีกด้านหนึ่งของการเมือง เพราะฉะนั้นความเศร้าก็คือว่า พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นหัวหัวหอกในการต่อต้านเผด็จการ ให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง(ผมไม่อยากจะใช้คำนี้เลย) หรือการเคลื่อนไหวของผู้คนมากน้อยแค่ไหน คือมันเป็นการเมืองที่แยกส่วน (รู้สึกว่ายืนอยู่แต่จัดการไม่ได้) ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมในระยะยาวเราคงไม่สามารถที่จะพูดถึงรถไฟความเร็วสูงได้อย่างเดียว แต่เป็นการพูดถึงเรื่องหลักการความเท่าเทียมในหลายๆด้าน ซึ่งรูปธรรมตอนนี้ คนภาคใต้ออกมาเผาปาล์ม บอกว่าราคายางบังคับทุกอย่างตกหมด คือเราไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหนจะออกมาพูดว่าจะมีนโยบายอะไรที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ยกเว้น คสช. คือถ้ารัฐบาล คสช.ชนะหมดก็ไม่แปลกใจเพราะว่า พรรคสามัญชน,พรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ คือแม้กระทั่งจนบัดนี้

แยกระหว่าง constitutionกับ Production ออกมาเป็นรูปธรรม

รูปธรรมของการแยกระหว่าง constitutionกับ Production ออกมาเป็นรูปธรรมเลย พรรคการเมืองหลายพรรคพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ พูดนั่นพูดนี่เยอะแยะไปหมดเลย แต่ไม่มีใครพูดเลยว่าจะมีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้ากี่เปอร์เซ็น ภาษีที่ดินกี่เปอร์เซ็น ถึงเวลาคุณก็จะมีข้ออ้างว่าคุณทำรัฐสวัสดิการไม่ได้เพราะคุณไม่มีเงินใช่หรือไม่ครับ คือเราละเลยการเมืองเรื่องชนชั้น สังคมไทยชาวบ้านคนจน(ขอโทษที่ใช้คำนี้) เขาต่อสู้สิทธิเพื่อความเท่าเทียมเยอะมากเป็น 10กว่าปี แต่ทำไมการเมืองแบบนี้มันถูกลดทอนง่าย แต่เราไม่พูดการถูกลดทอนทางเศรษฐกิจเลย พูดเสมือนว่าทุกอย่างจะแก้ได้ทุกอย่างเมื่อมีการเลือกตั้งถ้าคุณเลือกพรรคอนาคตใหม่ เลือกสามัญชน หรือเลือกพรรคเกรียน อันนี้ผมรู้สึกเลยว่าเราไม่เคยพูดเรื่องประชาธิปไตยจริงๆ เพราะเราไม่เคยนิยามเรื่องประชาธิปไตย เราถกเถียงกันแต่เรื่องเผด็จการ และทุกวันนี้ผมเบื่อหน่ายมากเลยที่เพื่อนใน Facebook พร้อมใจที่จะถล่มทุกอณูของพรรคประชาธิปัตย์และเผด็จการ ซึ่งผมก็ชอบ แต่ผมเบื่อเพราะผมอยากจะดูว่ามีข้อเสนออะไรหรือไม่ คือการที่เราด่ามวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นสลิ่ม ไม่ได้ช่วยทำให้เขาปลงประชาธิปไตยนะครับ เขาก็จะเป็นสลิ่ม และเป็นโคตรรสลิ่มกว่าเดิม สิ่งที่ฝั่งประชาธิปไตยควรจะทำคือการอธิบายว่าประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไรและเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร คือผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอด10 กว่าปีที่ผ่านมา

การเมืองถูกลดทอนไปอยู่แค่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นแค่เครื่องมืออันหนึ่งที่จะนำไปช่องทางอื่นๆ 

การเลือกตั้งกับการชนะการเลือกตั้งไม่เหมือนกัน คือคุณเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง และสนับสนุนการเลือกตั้งโดยที่อาจจะรู้ว่าตัวเองไม่ชนะการเลือกตั้งก็ได้ หรืออาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของระบอบประชาธิปไตย พรรคเล็กรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาล อาจจะเป็นพรรคผสม การที่เราพูดถึงการเมืองกับการเลือกตั้ง ในช่วงที่ผ่านมานี้ เราปล่อยกันระหว่างการสนับสนุนการเลือกตั้ง กับการที่เราคิดว่าพรรคที่เราเลือกจะต้องชนะ แล้วพรรคเองก็อาจจะสับสนเองระหว่างการเลือกตั้ง การต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลือกตั้ง กับการชนะการเลือกตั้งด้วย มาสู่ประเด็นที่อาจารย์บุญเลิศพูดไปเมื่อสักครู่ว่า ต่อให้คุณรู้ว่าคุณจะแพ้ แต่ต้องลง อาจจะรู้ว่า คสช.จะได้ 40% มันต้องลง มันก็ต้องสู้เพื่อการเลือกตั้ง แต่ว่าถ้าเราพูดว่าเป้าหมาย ถ้าเราอธิบายว่าเป้าหมายของการเลือกตั้งเป็นไปเพื่อชนะกับการเลือกตั้ง สุดท้ายเราจะอยู่ในกับดักของการบริหารจัดการการเลือกตั้งของรัฐบาลเผด็จการ คือเราสามารถที่จะพูดได้ว่าการเลือกตั้งนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดเรื่องประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่แล้ว คือพูดง่ายเราไม่มาพูดเรื่องการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นการเลือกตั้งเฉยๆ แน่นอนว่าการเลือกตั้งส่วนหนึ่งเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานของประชาธิปไตย นั้นหมายความว่าต่อให้พรรคที่เราเชียร์แพ้การเลือกตั้ง เราก็สามารถด่าได้ว่าการเลือกตั้งของคุณไม่บริสุทธิ์ เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นแค่เครื่องมืออันหนึ่ง เป็นแค่ช่องทางอันหนึ่งที่จะเปิดไปสู่ข้อต่ออื่นๆ

ที่นี้แต่ผมเป็นห่วงมากเลยว่าบางครั้งที่เราเชียร์พรรค คิดว่าจะชนะการเลือกตั้ง คือเราต้องมานั่งเตรียมกันว่าคำนวณกันแล้วว่าพรรคนี้ พรรคเราจะได้กี่เสียงในสภา การเมืองมันเป็นเรื่องที่จะต้องสู้ยาว คือพี่ภัควดีเป็นอนาธิปัตย์ พี่รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพวกอนาธิปัตย์ไม่ได้ครองโลกหรอกถูกหรือไม่ครับ ถึงผมเป็นคอมมิวนิสต์ผมก็รู้ว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น คอมมิวนิสต์ไม่ได้จะชนะเปลี่ยนระบอบสังคมการเมือง แต่ประเด็นคือเป้าหมายของเราคือบอกว่าเรามีเป้าหมายอะไรที่มันใหญ่กว่านั้น ต่อให้เราแพ้การเลือกตั้งการเคลื่อนไหวต่อสู้ รณรงค์ทางการเมือง ของเรามันยังมีความหมายอยู่ เพราะฉะนั้นในแง่นี้เป็นสิ่งที่ผมกังวลมากก็คือการปักธงระหว่างการเลือกตั้งกับการเอาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งผมรู้สึกว่าหลายก็ยังจะรู้สึกผิดหวังเพราะว่าจะแพ้การเลือกตั้งซึ่งแน่นอนว่าแพ้อยู่แล้ว อันนี้พูดตรงๆ ถ้าเราไม่คิดว่าเราสู้ยาว เราจะแพ้ แต่ถ้าเราคิดว่าเราสู้ยาว การแพ้การเลือกตั้งเพียงแค่เวทีเดียว เรายังมีเวทีอื่นอีก ซึ่งนั่นหมายความว่ากลับไปประเด็นที่ผมพูดในตอนแรกว่าการเมืองทุกวันนี้มันถูกลดทอนไปอยู่ที่การเลือกตั้งจนกระทั่งมันไม่เห็นเวทีอื่นๆของการต่อสู้ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณโยนทุกอย่างไปที่การเลือกตั้ง และคุณแพ้การเลือกตั้ง การต่อสู้ทางการเมืองของเรามันจะหยุด เพราะเราแทนด้วยการเลือกตั้งจริงๆหรือ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นจะกลับมาสนับสนุนที่พี่ภัคพูดไปแล้วก็คือว่า จริงๆแล้วชนชั้นนำกลัวการเลือกตั้ง แน่นอน แต่ชนชั้นนำกลัวการเลือกตั้งเพราะมันเป็นการเลือกตั้ง ที่เขากลัวการเลือกตั้งเพราะถ้าเราอันนี้จะนำไปการการได้เรื่องอื่นๆตามมา พูดง่ายๆ ตอนนี้โครงสร้างการเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยอำมาตย์ สถาบันทางการเมือง คือคุณเลือกพรรคไหนมา ต่อให้พรรคอนาคตใหม่ชนะ คุณก็อยู่ในระบอบโครงสร้างระบบราชการไทย ทุกอย่างสั่งในระบอบอำมาตย์ เพราะคุมการเมืองอันนี้ได้ มี สว.ในสภาครึ่งหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญคือการเลือกตั้งมันสะท้อนว่ารัฐบาลเผด็จการพร้อมจะถอย เพราะถ้ารัฐบาลเผด็จการพร้อมจะถอยเราจะมีกำลังใจพูดเรื่องอื่นที่จะขยับขยายประเด็นเรื่องประชาธิปไตยเรื่องอื่นๆอีก ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งเลย มันมีอันหนึ่งที่ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับสิทธิทำแท้งในอเมริกา ทำไมพวกชนชั้นนำต่อต้านสิทธิทำแท้งรุนแรงมาก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ก็บอกอีกว่าคุณเปิดทำแท้งเสรีถูกกฎหมายตัวเลขทางเศรษฐกิจจะสูญเสียน้อยมาก คือไม่รวมภาระให้กับคนที่พร้อมที่จะไม่มีลูก ไม่ต้องสูญเสียสุขภาพปัญหา แต่ทำไมพวกนี้ไม่ยอม ส่วนสำคัญมากที่ไม่ยอมคือ พวกกลัวว่าถ้าได้สิทธิในเรื่องการทำแท้งมึงจะเอาอย่างอื่นอีก มึงจะเรียกร้องสิทธิทางเพศ สิทธิบ้าๆบออะไรที่มันไม่ชอบอีกเยอะมาก ซึ่งถ้าเรามองประเมินเรื่องการเลือกตั้ง การเลือกตั้งไม่ใช่จุดสิ้นสุดของตัวมันเอง คสช.ไม่ได้กลัวการเลือกตั้ง คสช.กลัวเราเปลี่ยนแปลงสังคมที่มันมากไปกว่าสิ่งที่เขาต้องการ

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *