Menu

เสวนาวิชาการ “ว่าด้วยบทเรียนและบทบาทในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย” ในงานเปิดตัวเครือข่าย We Watch

0 Comments


วันที่ 15 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00 – 15.30 น. ห้อง106 ตึก 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ เครือข่าย we watch จัด เสวนาวิชาการ “ว่าด้วยบทเรียนและบทบาทในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย”  ในงานเปิดตัวเครือข่าย We Watch  มีวิทยากร และตัวแทน สื่อมวลชน และผู้ประสานงาน we watch 4 ภาคเข้าร่วม ภายหลังงานเสวนามีการอ่านแถลงการณ์ เครือข่าย we watch (อ่านที่นี่)

วิทยากร

รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน มูลนิธิอันเฟรล (ANFREL)

โอมาร์ หนุนอนันต์.ผู้ประสานงานภาคกลาง we watch

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท

ดร. คู่บุญ จารุมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และประธานที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch

ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลเกมการเมืองก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2562 ”
โดย รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลุมพรางในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่มีมากถึง 16 หลุม ซึ่งอาจเป็นกับดักทำให้ผลการเลือกตั้งแปรเปลี่ยนไปได้

หลุมที่ 1 ระบบการเลือกตั้งที่สับสน
ระบบเลือกตั้งที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แม้จะเป็นระบบใหม่ในเมืองไทย แต่แท้จริงไม่มีประเทศไหนใช้ระบบนี้แล้ว โดยเยอรมนีเคยใช้ระบบนี้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และใช้อยู่เพียง 3 ปีเท่านั้นระบบเลือกตั้งนี้ออกแบบมาเพื่อลดทอนความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมือง และสร้างความคลุมเครือต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะเรามีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว และต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเลือก ส.ส. เลือกพรรค หรือเลือกคนที่จะมาเป็นนายกฯ”

หลุมที่ 2 เซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองเดิม
มีการเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองเก่า ส่งผลกระทบต่อหลายพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ที่เดิมเคยมีสมาชิกมากถึง 2.8 ล้านคน ก็เหลือเพียง 8 หมื่นคนเท่านั้น

หลุมที่ 3 ไพรมารีโหวตเลือกผู้สมัคร ส.ส.
การจัดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารีโหวต) สำหรับกำหนดตัวผู้สมัคร ส.ส. ทั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่มีระบบสมาชิกที่แน่นหนาพอจะเป็นปัญหา ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดกับพรรคอนาคตใหม่ จึงอยากให้เริ่มใช้ระบบนี้เมื่อมีความพร้อม

หลุมที่ 4 ม.44 ใส่ล็อกพรรคการเมือง
คสช.ได้ชะลอการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมืองต่างๆ โดยใช้มาตรา 44 ใส่ล็อกห้ามทำกิจกรรม ประกาศนโยบายก็ไม่ได้ ระดมเงินก็ไม่ได้ ขายของก็ไม่ได้ แม้สัปดาห์ล่าสุดจะเพิ่งปลดล็อกบางส่วนแล้วก็ตาม

หลุมที่ 5 รัฐบาลกลายเป็นผู้เล่นทางการเมือง
รัฐบาลในตอนนี้ได้กลายมาเป็นผู้เล่นทางการเมือง ไม่ใช่กรรมการเหมือนอย่างในอดีตแล้ว และหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ตอบรับคำเชิญให้มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลและ คสช.เข้ามาเป็นผู้เล่นเต็มรูปแบบ โดยมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระและพรรคการเมืองอื่นๆ

หลุมที่ 6 กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
การใช้มาตรา 44 ให้อำนาจ กกต.อย่างเบ็ดเสร็จในการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ โดยมี 5-6 จังหวัดที่ถูกวิจารณ์ว่า อาจเอื้อประโยชน์กับบางพรรค อาทิ สุโขทัย นครราชสีมา

หลุมที่ 7 บล็อกนักการเมือง ไม่ให้พูดคุยกับประชาชน
ที่ผ่านมา มีการบล็อกนักการเมือง ไม่ให้ออกไปพูดคุยหาเสียงกับประชาชน ด้วยวิธีการส่งทหารไปเยี่ยมเยียน นั่งคุยที่บ้าน นักการเมืองหรือหัวคะแนนก็จะออกไปไม่ได้ ซึ่งเราจะเห็นหลุมแบบนี้อีก ในช่วงการเลือกตั้ง เมื่อมี พรฎ.กำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว

หลุมที่ 8 แขวนนักการเมืองท้องถิ่นบางพื้นที่
มีการใช้ มาตรา 44 แขวนนักการเมืองท้องถิ่นในแต่ละที่ ส่งผลให้มีนักการเมืองท้องถิ่นบางคน ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

หลุมที่ 9 ดูด ส.ส.ไปพรรคพลังประชารัฐ
ที่ผ่านมา มีอดีต ส.ส.ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากที่สำรวจ พบว่ามีถึง 55 คน ที่เป็นอดีต ส.ส.เกรด A อาทิ จากพรรคเพื่อไทย 24 คน พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคภูมิใจไทย 6 คน พรรคพลังชล 4 คน ฯลฯ

หลุมที่ 10 การให้ลงทะเบียนคนจน
การลงทะเบียนคนจน เพื่อแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) มีการคิดอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน โดยบัตรนี้มีกลุ่มทุนถึง 22 ได้ประโยชน์จากการใช้เงินของประชาชน

หลุมที่ 11 โอนเงิน 500 บาท
เชื่อมโยงจากการให้ลงทะเบียนคนจน และแจกบัตรสวัสดิการแล้ว ก็มีการโอนเงินให้ใน ATM 500 บาท และนอกจากเงินจำนวนนี้ ยังมีการแจกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะส่งผลเชื่อมโยงไปยังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

หลุมที่ 12 ส.ส.พรรคเดียวกัน ข้ามเขตคนละเบอร์
การเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ผู้สมัคร ส.ส.อาจจะมาจากพรรคเดียวกัน แต่แค่ข้ามเขต ก็อาจจะได้หมายเลขประจำตัวคนละหมายเลข ทำให้บางพรรคเสียเปรียบ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าไปดูข้อกฎหมายไม่ได้บังคับว่า ข้ามเขตแล้วต้องเปลี่ยนหมายเลข กกต.สามารถกำหนดให้จับหมายเลขครั้งเดียวแล้วใช้เหมือนกันทั่วประเทศได้

หลุมที่ 13 บัตรเลือกตั้งไม่มีโลโก้
เป็นข้อเสนอให้ตัดโลโก้และชื่อของพรรคออกจากบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเวลาไปลงคะแนนจริงๆ อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้(แต่หลุมนี้ ล่าสุด กกต.ได้มีมติให้บัตรเลือกตั้งต้องมีโลโก้และชื่อของพรรคด้วย)

หลุมที่ 14 ป้ายหาเสียงมีแค่ ส.ส.เขต หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ
เป็นแนวคิดของ กกต.ที่จะให้ป้ายหาเสียง มีเพียงรูปของผู้สมัคร ส.ส.เขต หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ เท่านั้น รูปของบุคคลอื่นๆ รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อจะไม่สามารถอยู่บนป้ายได้

หลุมที่ 15 รัฐบาลตั้งพรรคมาลงแข่ง
นี่คือหัวใจสำคัญของกลโกงเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคการเมืองที่มีรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง ทำให้นึกย้อนไปถึงการเลือกตั้งปี 2500 ที่มีพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เป็นนายกฯ ในขณะนั้นลงแข่งขันด้วย

หลุมที่ 16 เลื่อนเลือกตั้ง
เรื่องนี้ยังมีความเป็นไปได้อยู่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งใช้บังคับ คืออย่างช้าที่สุด เป็นวันที่ 9 พ.ค.2562

นอกจากหลุมพรางต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งยังต้องข้อสังเกตถึงหลุมพรางหลังการเลือกตั้งไว้ด้วย

1.) การประกาศผลเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ให้เวลาถึง 2 เดือน จึงมีความเป็นไปได้ที่ กกต.จะแจกใบเหลือง-ใบส้ม หรือเสนอให้ศาลให้ใบแดง-ใบดำ กับผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย

2.) การอ้างว่า คนที่จะมาเป็นนายกฯ แค่ถูกเสนอไว้ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคต่างๆ ก็ถือว่าไม่ใช่ ‘นายกฯคนนอก’ แล้ว ซึ่งคำอ้างนี้ถือว่าบิดเบือนหลักการรัฐศาสตร์ และท้ายที่สุดจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่า นายกฯ คนนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือต่อผู้ที่เสนอชื่อตัวเอง

3.) พรรคที่ชนะอาจไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. จะได้มีสิทธิในการร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย

“บทเรียนการสังเกตการณ์ในต่างประเทศ การฟื้นฟูและการสถาปนาประชาธิปไตย”
โดย พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน มูลนิธิอันเฟรล (ANFREL)

ยกตัวอย่าง ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ใช้วิธีการโกงเลือกตั้งโดยเปลี่ยนแปลงผลคะแนนเลือกตั้งเป็นการสมรู้ร่วมคิดช่วงก่อนส่งคะแนน ทำให้ประชาชนไม่เชื่อในผลคะแนน ทำให้เกิดเครือข่ายการสังเกตการเลือกตั้งขึ้นมา โดยองค์กร Namfrel (The National Citizens’ Movement for Free Elections) ประกอบไปด้วยกลุ่มต่าง เช่น องค์กรด้านศาสนา แรงงาน เยาวชน กลุ่มผู้หญิง ที่่มองเห็นความเลวร้ายของเผด็จการมาร์กอสในสมัยนั้น กลุ่มสังเกตการณ์เลือกตั้งสามารถเชิญชวนคนเข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งได้ 5 แสนกว่าคน และส่งผู้สังเกตการณ์ไปประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยมอบภารกิจให้ดูการเลือกตั้งในหน่วย และส่งผลคะแนนจากหน่วยมาที่ส่วนกลาง เพื่อปรียบเทียบกับผลคะแนนของ กกต. ผลปรากฎว่าไม่ตรงกัน จึงนำมาสู่การประท้วง และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในสมัยนั้น

ประเทศอินโดนีเซีย ช่วงซูฮาร์โต้ ครองอำนาจ มีการละเมิดสิทธิ์เข่นฆ่าประชาชนเกือบ 2 ล้านคน ทำให้เกิดการรวมตัวกันของภาคประชาชนในนาม KIPP เพื่อการพัฒนาการเมือง การเลือกตั้ง และหลังจากที่ ซูฮารโต้หมดอำนาจลง ทำให้กลุ่มนี้เกิดการพูดคุยและปฎิรูปการเมือง ความน่าสนใจคือมิติการปฎิรูปการเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น คนพิการ คนป่วย นักโทษเรือนจำ ทำให้กลุ่มเหล่านี้เข้าถึงสิทธิเลือกตั้งโดยใช้ mobile unit หรือหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปจัดการเลือกตั้งถึงบ้าน โรงพยาบาล เรือนจำ

การสังเกตการณ์เลือกตั้งเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกประเทศก็ทำ โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหา ความขัดแย้ง สงครามกลางเมือง ต่างก็ใช้การสังเกตการณ์เลือกตั้งในการพัฒนาประเทศ เช่นประเทศกัมพูชา เนปาล ศรีลังกา ล้วนใช้เครืองมือสังเกตการ์เลือกตั้ง และมีการเชิญผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งนานาชาติเข้ามาทั้งนั้น เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่นความโปร่งใส นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องการพัฒนาปรับปรุงเพื่อทำให้ระบบดีขึ้น

สำหรับไทยตอนนี้ที่ไม่อยากให้นานชาติเข้ามาสังเกตการณ์ อาจจะกังวลเรื่องการแทรกแทรกนั้น จริงๆ อยากบอกว่าการสังเกตการณ์เลือกตั้งก็เหมือนการทำวิจัย เพราะมีทั้งขั้นตอน กระบวนการ หลักฐาน ที่สามารถตรวจสอบได้ ข้อดีคือทำให้หนุนเสริมภาคประชาชน เกิดความโปร่งใส เชื่อมั่น โดยเฉพาะสถานการณ์ประเทศเราที่อยู่ในสภาวะไม่ปกติ

“ทัศนะและบทบาทของสื่อในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง” โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท”

การสังเกตการณ์เลือกตั้ง ก่อนที่จะสังเกตการณ์เลือกตั้ง ต้องดูสภาพสมรภูมิอะไรบ้าง หลุมอะไร ใครสู้กัน การใช้สื่อเป็นอย่างไร เช่น ทีวีดิจิทัล วิทยุชุมชน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สื่อเข้ามามีบทบาทมากรวมไปถึงการใช้สื่อของฝ่ายมีอำนาจ ยกตัวอย่างช่วงการประชามติ งานวิจัยที่เผยแพร่ใน BBC ส่วนที่ทำให้ผลประชามติ vote รับเยอะกว่า เป็นผลจากการสร้างวาทกรรมแบบคลื่นใต้น้ำเช่น จะได้เลือกตั้ง อ้างความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผลประชามติเป็นแบบนั้น ช่วงนั้นยังมีการดำเนินคดีต่างๆมากมาย เช่น ใครรณรงค์โหวตโนจะถูกดำเนินคดี นปช.จัดตั้งศูนย์ปราบโกง โดนไป 147 ราย แจกใบปลิว 36 ราย เผยแพร่วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 ราย ฉีกบัตร 3 ราย ทั้งหมดนี้คือการบล๊อคเสียงฝ่ายตรงข้าม

กฎหมายที่ยังกำกับสื่อยังคงมีอยู่ จากประกาศของ คสช.ฉบับ 37/2557 และ 103/2557 ส่งผลให้มีสื่อหลายรายถูกเรียกเข้าไปคุย และการบล๊อคสื่อก็ยังส่งผลมาถึงปปัจจุบัน จึงบอกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ fair การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ fair ตั้งแต่แรก เพราะเวลาฝั่งหนึ่งทำอะไะร เสียงจะดังไม่เท่ากัน การสังเกตการณ์เลือกตั้งต้องสังเกตสื่อด้วย และสื่อต้องกล้าเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเอง

บทบาทของสื่อในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสร้างสนามแข่งขันให้เป็นธรรม สื่อต้องเรียกร้องจากสื่อด้วยกันว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น จากฝ่ายผู้มีอำนาจตอนนี้ การเลือกตั้งเป็นกลไกทางการเมืองเดียวที่เหลืออยู่ที่ยังพอใช้อ้างอิงได้ ถ้าครั้งนี้การเลือกตั้งปล่อยให้โกงได้ เราจะไม่เหลืออะไรให้น่าเชื่อถืออีก สื่อจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือการปลดอาวุธ คสช. แยกทหารออกจากการเมืองให้ได้ เลิกใช้กองทัพเป็นเครืองมือทางการเมือง ซึ่งวันที่มีการปลดล๊อคพรรคการเมือง ไม่เห๋็นมีสื่อออกมาเรียกร้องให้ปลดล๊อคสื่อบ้างเลย ดังนั้นจะ fair play ได้อย่างไร ถ้าสื่อยังคงถูกควบคุมอยู่ เพราะพรรคการเมืองต้องใช้สื่อในมรภูมิช่วงชิงชัยในการเลือกตั้ง

“คนรุ่นใหม่กับความหวังในวันแห่งการเลือกตั้ง”
โดย โอมาร์ หนุนอนันต์ ตัวแทนเครือข่าย We Watch

เส้นทางประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่เคยพร้อมให้ประชาชน ประชาชนอยู่ในสภาวะผู้รอและผู้ตามเสมอ เครื่องมืออย่างเดียวที่ประชาชนมีเหลืออยู่คือการเลือกตั้ง ปราศจากการเลือกตั้งเราก็ไม่เหลืออะไร ดังนั้นในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถปฎิเสธการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันการเลือกตั้ง ที่คดโกง สามารถเป็นการบ่อนเซาะประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน กติกาแบบนี้จะนำเราไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งในสังคม กลุ่มชนชั้นนำ ชอบใช้ความขัดแย้งในการเข้ามาจัดการ แต่จัดการมาเกือบ 5 ปี แล้ว ประเทศไม่ไปไปไหน ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง หรือรอไปใช้สิทธิ์ แต่เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม เพื่อเป็นการพัฒนา สร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบ เพื่อเป็นการถ่วงดุล ขอเปรียบเป็นฟุตบอล ทีมที่เราเชียร์ความสามารถไม่แแพ้ทีมตรงข้าม อย่างมากก็เสมอ และเราก็อยู่ที่บ้านเพื่อรอฟังผลอย่างเดียว ไม่ได้ไปดูการแข่งที่สนามจริง แต่กลายเป็นว่าผลออกมาแพ้ยับ เราไม่มีข้อมูลที่จะท้วงติง เพราะไม่ได้เห็นว่าโกงหรือไม่

ศึกครั้งนี้เป็นศึกครั้งใหญ่มีหลายภาคส่วนที่ต้องการจำนวนคนเพื่อสังเกตการณ์เลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเข้าร่วมกับ we watch ถ้าเรามีจำนวนคนมาก พลังในการสื่อสาร พลังข้อมูล จะสามารถส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจได้มาก คำถามที่ว่า we watch มองตัวเองว่าอยู่ตรงไหนของสังคม ตอบได้เลยว่า we watch อยุู่ตรงข้ามกับอำนาจเผด็จการแน่นอน เราต้องการเห็นผลของการเลือกตั้งออกมาอย่างสุจริต


อาสาสมัครนักสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย”
โดย ดร. คู่บุญ จารุมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และประธานที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch

การเลือกตั้งเป็นวิธีที่สันติที่สุดในการจัดการความขัดแย้ง การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ปรากฏมายาวนานแล้ว ไม่ใช่การป้องกันการทุจริตอย่างเดียว แต่เป็นการสังเกตการณ์ ดู จับตา รายงาน แจ้ง ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าในการเลือกตั้งครั้งนั้น เพื่อจะได้เห็นภาพของ กระบวนการทั้งหมดในการจัดการเลือกตั้ง ว่ามีความชอบธรรมตามกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่

ปรากฎการณ์เลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ เกิดขึ้นที่ยุโรป ที่รัฐ วาลาเชียน (โรมาเนีย) เกิดขึ้นจากมหาประเทศอำนาจในยุโรปไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส รัชเซีย ที่จับตาการเลือกตั้งครั้งนั้น อย่างไรก็ตามหลักการหรือมาตรฐานที่ใช้จริงๆเพิ่งเกิดขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลัง ปี 1990 ขึ้นมาการสังเกตการรร์การเลือกตั้ง เริ่มเปลี่ยนแปลง หลังสงครามเย็น ทั่วโลกส่วนใหญ่ยอมรับในคุณค่าเดียวคือหลักการประชาธิปไตย เพราะว่าสามารถสะท้อนเสียงของผู้คนมากที่สุด การสังเกตการณ์เลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นลักษณะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองใหม่ๆ รวมไปถึงการเฝ้าสังเกตรัฐที่ยังอ่อนแออยู่

ทำไมการสังเกตการณ์เลือกตั้งถึงสำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านภายหลังการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งใหม่ๆ การสังเกตการณ์เลือกตั้ง โดยคนที่เป็นกลาง หรือไม่อยู่ในข้างใคร ถือว่าเป็นหลักมุดในการสร้าง ระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และสามารถนำไปสู่การประนีประนอมระหว่างคู่ขัดแย้ง และผลการเลือกตั้งยังนำไปสู่ความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเชื่อถือได้ไม่ว่าเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย หรือ free& fair หรือไม่นั้น จะมีหลักในการดูอยู่ ทั้งหมด 3 ข้อ

1 ประกันการมีเสรีภาพเบื้องต้น เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกความคิดเห็นห่างต่างๆ

2.กฎหมายเลือกตั้งที่ครอบคลุมและให้โอกาสทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

3.มีคณะกรรมการเลือกตั้งที่เป็นกลาง สะท้อนให้เห็นว่าภาคประชาสังคม มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องร่วมแสดงออก ตรรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้นมาได้

“สิ่งที่ต้องจับตาในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง”
โดย ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บริบทของการเลือกตั้งครั้งนี้พิเศษมาก เพราะไม่ได้เลือกตั้งภายใต้รัฐบาลปกติ แต่เลือกตั้งภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร นอกจากนั้นยังมี ม. 44 จนกว่าจะมี ครม.ใหม่ สิ่งที่ต้องจับตามีทั้งหมด 5 ประเด็น
กฎระบียบ การจัดการเลืกตั้งโดย กกต. การข่มขู่บังคับ นักการเมือง หัวคะแนน พรรคการเมือง ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร เสรีภาพในการหาเสียงของพรรคการเมือง รวมไปถึงกลเกมส์หลังการเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภา – พฤษภาคม เพราะ คสช. ม.44 ก็ยังอยู่

ตัวละครสำคัญที่ชี้ขาดการเมืองรอบนี้มีคือกองทัพ ถ้าไม่วางตัวเป็นกลางก็จะอันตรายมากในช่วงอ่อนไหวนี้ อีกประการคือ.ประชาชน เป็นแค่ active voter ไปเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ที่แข็งขันด้วยในเขตพื้นที่ตัวเอง ข้อเสนอ ยุติการใช้ ม.44 นับจากวันนี้ไปจนถึง คณะรัฐมนตรีใหม่  พลเอกประยุทธ์ ควรลาออกจากนายกรัฐมนตรี หรือลาออกจากหัวหน้า คสช. เพื่อให้พรรคการเมือง ประชาชนสบายใจ ควรเปิดกว้างเชิญขวนให้ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งต่างชาติเข้ามา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมต่อให้พรรคไหนก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งก็ ยากที่จะบริหารประเทศ

บทเรียนจากหลายประเทศ กลไกลการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นกลไกเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความ ขัดแย้ง ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงอีก สังคมไทยจะกลับไปหลุมอีกด้านหนึ่ง บทเรียนจากประวัตศาตร์ จอมพลป. ชนะเลือกตั้งก็จริงในปี 2500 แต่ถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก สุดท้ายก็สูญเสียอำนาจไป ปี 2535 พลเอกสุจินดา คราประยูร พรรคสามัคคีธรรมชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 แต่การเลือกตั้งถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ขาดความชอบธรรมไปด้วย การเลือกตั้งเป็นความหวังสุดท้ายในฐานะเครื่องมือทางการเมือง ที่ประชาชนเหลืออยู่ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปอย่างราบลื่น

Tags: , , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *