Menu

อ่านการเมืองไทย บทว่าด้วยการเลือกตั้ง

0 Comments


โดย ปลายฟ้า นามไพร

วันที่ 6 มีนาคม 2562 ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “อ่านการเมืองไทย บทว่าด้วยการเลือกตั้ง” ณ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม We Watch Thailand และชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำการเสวนาโดย ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง, รศ. ดร.ไชยันต์ รัชชกูล และศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ดำเนินรายการโดย อ.ดร.พิสิษฏ์ นาสี

ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

เปิดด้วยคำถามที่คนอยากรู้คือ ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ท่านเองก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ ปัจจัยการเมือง การเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดการควบคุม เกิดปรากฏการณ์ที่ประหลาด ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จึงใช้มุมมองทางประวัติศาสตร์เพื่อไล่เรียงประเด็นการเมืองที่ผ่านมาที่ทำให้สังคมอยู่ในจุดนี้ คือ ประเทศไทยรัฐประหารมากที่สุดในโลก เป็นโมเดลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่คสช. เข้ามา จากปี 2475 -2490 ระบบประชาธิปไตยดำเนินมาค่อนข้างดี หน้าที่ของสภา 15 ปีแรก ทำหน้าที่ได้ดี การอภิปรายก็ไม่สาดเสียเทเสีย หลังปี 2490 ทหารบกยึดอำนาจซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคนยึดอำนาจในทกวันนี้ อ.ธเนศเองก็ไม่เข้าใจว่ายึดทำไม เพื่อใคร ไม่ชัดเจน ไม่สมเหตุสมผลที่จะทำในตอนนั้น นักการเมืองน้ำดีในตอนนั้นถูกตัดทำให้ตายหมดเกลี้ยงโดยเฉพาะส.ส.อีสาน การเมืองไทยมีวิธีการทำให้นักการเมืองน้ำดีแยกออกจากประชาชน หลังปี 2490 มีการควบคุมนักการเมืองมากขึ้น นักการเมืองอยู่ภายใต้การควบคุมรัฐบาล ฉะนั้นที่ปัญญาชนลุกขึ้นสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เขาเชื่อว่าทำมาแล้วและถูกทำลายไปแล้ว หลัก 14 ตุลา คนฝันหวาน 6 ตุลาก็พังไม่เป็นท่า การเมืองประชาธิปไตยยังเป็นการแบ่งสันปันส่วนของคนมีอำนาจ ของกองทัพ นายทุน ผู้มีผลประโยชน์ ขณะที่ภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วม ถ้านักการเมืองลงไปสู่ฐานมวลชนได้และคำเนินต่อไปได้ วัดด้วยการบริหารกิจการที่กระจายอำนาจ ต้องไม่ใช่การบริหารด้วยการสั่งของพรบ. กฎหมายห้าร้อยฉบับที่ออกมาไม่มีประโยชน์ ประเด็นคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการมองการเมืองไทยใหม่ ต้องศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ภูมิทัศน์การเมืองในสังคมไทยไม่เอื้อให้รวมศูนย์อำนาจวันหนึ่งมันต้องปล่อย เราต้องมองภาพใหญ่ของการเมืองใหม่

รศ. ดร.ไชยันต์ รัชชกูล

ทำความเข้าใจการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องการเข้าใจการเมืองระดับกว้าง การอ่านการเมืองไทย เรากำลังอ่านหนังสือที่เป็นเล่ม อ.ไชยันต์ เห็นคล้องกับอ.ธเนศ การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเข้าใจการเมืองไทยโดยรวม ตอนนี้ พรรคการเมืองเป็นแบบ 2 ข้างคือ ประชาธิปไตยกับเผด็จ ซึ่งในอดีตก็เคยมีมาแล้ว ปี 2535 การเลือกตั้งพูดกันว่า จะเลือกพรรคเทพหรือพรรคมาร แสดงว่าการเมืองไทยนั้นมีรูปแบบ ยกตัวอย่างรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่ง 2 ครั้งนี้คือรัฐประหารอันเดียวกัน แต่ทำให้เข้มข้นขึ้น ทั้ง 2 ครั้ง ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นกลุ่มเดียวกัน รับธรรมนูญของปี40 ปี 50 ปี60 มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปในเผด็จการมากขึ้น

ความขัดแย้งในสังคมนั้นเพิ่มมากขึ้น แต่ทำให้เห็นประเด็นต่างๆยิ่งขึ้นเช่นกัน ในทางภูมิศาสตร์ เมื่อ 27 ปีที่แล้วมันเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ทุกวันนี้ความขัดแย้งมันขยายวงกว้าง มีทุกหย่อมหญ้า ทั้งประชากรทุกส่วนอาชีพ ทุกส่วนอายุ มีพรรคการเมืองเฉพาะกลุ่ม เช่น พรรคครู พรรคกลุ่มยางพารา พรรคทวงผืนป่า มันแสดงถึงความขัดแย้งในสังคมไทย ประเด็นความขัดแย้งมันขยายไปทั่วในสังคมไทย ความขัดแย้งที่นอกจากประชาธิปไตยกับเผด็จการ ยังมีระหว่างฝ่ายที่ไม่จงรักภักดีกับฝ่ายสนับสนุนสถาบัน ขณะที่พรรคการเมืองในสมัยนี้ก็มีความก้าวหน้ามาก พรรคเก่าๆชูนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในโหมดการกระจายทรัพยากร แต่พรรคใหม่ๆเสนอนโยบายใหม่ เช่น ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ เอาทหารไปอยู่ชายแดน ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกองทัพ นี่คือการตีหัวใจทศกัณฐ์ แสดงว่า 27 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนไปมาก และเป็นไปในทางที่ดีและยังฝากคำๆหนึ่งไว้ว่า อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์

รูปจาก FB สถาบันวิจัยสังคม

ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

เริ่มที่เห็นด้วยกับการมองการเมืองในระยะยาว และอยากให้ปัญญาชนได้มีโอกาสเรียนสังคมการเมืองไทยในมิติประวัติศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาควรใส่ใจในเรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่าวัยรุ่นในปัจจุบันจะเข้าใจสาระสำคัญของการเมืองไทยมากแค่ไหน

ประเด็นแรก การเมืองในทุกวันนี้เราก็ยังอยู่บนเส้นทางของการไปบรรลุสังคมประชาธิปไตยปี 2475 ตามแนวคิดในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ ประเทศใดก็ตาม การเมืองเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด โหดร้าย ไม่มีความปราณีใดๆ ยังเป็นการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด สังคมไทยเองที่การปฏิวัติยังไม่สิ้นสุด สังคมจึงยังวุ่นวาย

ประเด็นที่สอง สังคมไทยไม่สามารถบรรลุความเป็นเลิศทางวิชาการได้ เพราะมันไม่มีสามรถพูดความจริงได้หมด สังคมไทยเป็นสังคม unspeakable แต่เป็น gossipable
ประเด็นที่สาม ทำไมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา เพราะการขยายตัวการมีบทบาทของทั้งภายในภายนอกและการฟื้นคืนของรัฐเก่าที่เข้มข้นขึ้น ภายใต้การทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก มันมีการพัฒนากลไกลการสืบทอดอำนาจที่ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นแม้จะทำรัฐประหารยากขึ้น ถึงจะผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ผู้ชนะก็ยังไม่มีความแน่นอน มันยังต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองหรือกลไกลทางการเมืองของอำนาจรัฐเก่า นี่คือความไม่แน่นอนของการเมืองไทย แต่ที่แน่นอนคือความพยายามในการรักษาระบอบเก่าให้อยู่ต่อ 20 ปี ทำไมพม่ากับอินโดนีเซียเหมือนจะผ่านยุคนั้นไปแล้วก็เนื่องจากปัจจัยที่ต่างกันคือ1.ปัจจุบันอำนาจเข้มแข็ง 2.การอยู่ในภาวะเมืองขึ้น มันได้ปลุกระดมการศึกษาทางการเมืองในการต่อสู้เพื่อเอกราช ที่สำคัญคือไทยขาดการจัดตั้งของขบวนการประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ

ประเด็นสุดท้าย เนื่องจากการวางกติกาเสียง250 เสียงไว้แล้ว แต่ถ้าเราจัดการกันได้ดี กระจายอำนาจกันมากขึ้น มีการตรวจสอบ ศึกษาร่วมมือกัน แม้จะมีการสืบทอดอำนาจรัฐเก่า อย่างมากที่สุดคือการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ วนอยู่เช่นนี้มันก็จะเป็นการเดินทางสู่สันติวิธีได้ และขอเชิญให้คนไปร่วมกันเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์

ตอนอ.อานันท์ จบปริญญาตรี รู้สึกตื่นเต้นเพราะคิดว่าประชาธิปไตยจะก้าวไปอย่างดี พอปีต่อมาจอมพลถนอมปฏิวัติอีก หลัง 14 ตุลาเริ่มมีหวัง แล้วมันก็หายไปอีก ตอนนี้อ.อานันท์ศึกษาภาคประชาชนมากขึ้น สงสัยว่าทำไมการเมืองไทยลุ่มๆดอนๆ ตอนเรียนนรัฐศาสตร์อาจารย์สอนว่าสังคมนี้คือ Rule of law ตอนนี้มันเป็น Law of rule ใช้กฎหมายทุกอย่างขจัดคู่ต่อสู้ทางการเมือง และทำให้ทางเดินประชาธิปไตยมันแคบลง แต่ก่อนการเมืองมันใช้อำนาจเถื่อน อำนาจปืน อำนาจเงิน ตอนนี้ใช้อำนาจทางกฎหมาย ซึ่งเป็นพัฒนาการทางอำนาจ เขาใช้กฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรม การเลือกตั้งเป็นละครฉากหนึ่งเพื่อทำให้เขานั้นดูดีขึ้น หลักการเลือกตั้งมันต้องเปิดเสรีเพื่อให้เราได้สิ่งใหม่ๆ พอเปิดช่องทางแคบนี้ การเลือกตั้งก็จะได้ของเก่า คนเหล่านั้น(เผด็จการ)ทำงานได้เนียนมาก การเมืองไทยคือการเล่นนอกระบบ

รูปจาก FB สถาบันวิจัยสังคม

ประเด็นสำคัญคือการวิเคราะห์การเมืองนอกระบบคือ 1. เมืองไทยมีวาทกรรมเยอะมากในการที่จะควบคุมฝ่ายตรงข้าม 2. ความคิดชาตินิยมไทย ซึ่งทำงานได้ผลมาก การใช้ความคิดเรื่องชาตินิยมปลูกฝังกันมานานจนกลายมาเป็นมิติที่แฝงอยู่เบื้องหลังการเมืองไทย ทั้งที่สังคมไทยนั้นหลากหลายมานาน แต่ชาตินิยมยังคงฝังอยู่ อ้างความเป็นไทยแต่ความจริงคนไทยนั้นต่างผสมปนเป การเมืองไทยมันขัดแย้งจากความเป็นจริง นี่คือการเมืองไทยเล่นนอกระบบ ถ้าเราจะฝากความฝันความหวังต้องอยู่ในสภาพความเป็นจริงของสังคม

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *