Menu

We Watch ส่องความเห็นประชาชนต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง

0 Comments


เรียบเรียงบทสัมภาษณ์โดย นายปวริศ สิงหนนท์ และนายณัฐพนธ์ บัวสาลี นิสิตสาขา
Social Policy Development  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งเมื่่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ภายหลังจากที่ประชาชนเฝ้ารอการนับคะแนนประกาศผลเลือกตั้งจาก กกต.เป็นเดือน จนถึงการประชุมสภาเลือกตั้งประธานสภา และนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ประเทศ เป็นระยะเวลา 2 เด่ือนแล้ว  we watch ได้สำรวจความห็นของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่เข้าไปสังเกตการณ์เลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อถามความเห็นต่อทิศทางการเมืองไทย การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

We Watch เริ่มจากการสัมภาษณ์ตัวแทนพรรคการเมืองในพื้นที่ๆเข้าไปสังเกตการณ์  บางพรรคตอบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งทางพรรคก็ทำตามกฎกติกาทุกอย่าง จากนี้ไปก็คงทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรให้เต็มที่

ส่วนบางพื้นที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับผลการนับคะแนน เนื่องจากที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชัดเจน ตั้งแต่ระบบการนับคะแนนที่ไม่มีความโป่รงใสและทำให้ประชาชนบางส่วนนั้นไม่มีความเข้าใจกับการนับคะแนนของกรรมการการเลือกตั้ง การประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจในการนับคะแนนก็ยังไม่มากเท่าที่ควร

การนับคะแนนหลังจากวันเลือกตั้งก็มีข่าวว่าทำผิดระเบียบในการนับคะแนนหลาย ๆ พื้นที่ ทำไม่มีความน่าเชื่อถือ การประกาศผลคะแนนก็มีความล่าช้าเป็นอย่างมาก และบางพื้นที่มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานการเลือกตั้งนั้นก็ไม่มีการชี้แจ้งให้ทราบถึงการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ว่าทำไมถึงต้องเลือกตั้งอีกครั้ง

ดังนั้นการเลือกตั้งในครั้งนี้ตัวแทนพรรคการเมืองมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความโป่รงใสและชัดเจน มีความล่าช้าในการนับคะแนน เมื่อได้ผลการนับคะแนนมาแล้วพรรคการเมืองที่ได้ 71,168.5141 คะแนน จากสูตรคำนวณ จะได้ ส.ส. พึงมี 1 คน แต่ก็มีบางพรรคการที่คะแนนไม่ถึง ก็ได้มาเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของกรรมการการเลือกตั้ง

ส่วนสถานการณ์ตามพื้นที่ต่างๆต่อการเมืองในตอนนี้  ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือมีเหตุการผิดปกติ   ประชาชนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจภายในจังหวัดนั้นเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง การค้าขายก็ไม่ได้ได้ขายดีเหมือนครั้งที่ผ่านมา มีขายดีก็แต่อยู่บริเวณสถานที่ราชการหรือใกล้เคียงเท่านั้น

ความเห็นทางการเมือง

บางส่วนก็มองถึงความไม่ชอบธรรมของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน เพราะไม่ได้เลือกจากประชาชนและมองว่าถ้าประชาชนไม่ได้เลือกมาจะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนเข้าต้องการอะไร ? เป็นที่รู้กันก่อนที่จะเปิดสภาหรือเลือกตั้งแล้วว่าพรรคการเมืองใดที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยโปร่งใส เนื่องจากตรวจสอบคะแนนรวม pop vote ได้ยาก ปัญหาหลักน่าจะมาจาก รธน. ที่ทำให้ตีความเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ง่าย แต่ยังไม่อยากให้ยุบสภา อยากให้เข้าสู่ระบบสภาก่อน และมีการแก้ไข รธน. เพราะถ้าไม่แก้ไขเลือกต่อไปก็คงเหมิอนเดิม

ส่วนการจะล้มขั่วอำนาจเก่า คิดว่าต้องเปลี่ยนผ่านการเลือกตั้ง 3 ครั้ง ครั้งแรกได้ขนาดนี้นับว่าดี ส่วนการเมืองหลังจากนี้ก็จะวุ่นวาย เพราะมันผ่านการไม่ได้พูดและโดนกดด้วย คสช. มา 5 ปี พอได้ใช้สิทธิมันก็จะหากึ่งกลางยากสักหน่อย

ความคาดหวังต่อผู้แทนที่ตนเลือก

เนื่องจากในปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งถือเป็นการทุบสถิติของการจัดตั้งรัฐบาลที่นานที่สุด ของการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร ซึ่งส่งผลกระทบให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือก ยังไม่ได้เริ่มทำตามนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไว้ และยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในชุมชนเลยแม้แต่น้อย

ประชาชนในต่างจังหวัดมีความหวังกับ ส.ส. ที่ได้รับเลือกไปและหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดของตนเอง แต่ก็มีบางส่วนที่คิดว่าคนที่ได้ไปเป็น ส.ส. นั้นไม่ได้กลับมาช่วยเหลืออะไรเลย เพราะว่า ส.ส.ที่ได้รับเลือกนั้นก็เป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในพื้นที่ และที่ผ่านมา ส.ส.บางคนก็เคยได้รับคัดเลือกให้เป็น ส.ส.มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ นอกจากทำแค่โครงสร้างขั้นพื้นฐานเพียงแค่นั้นเอง อีกส่วนก็เป็นกลุ่มผู้รับเหมางานก่อสร้างในจังหวัด ในขณะที่ไม่มีความหวังกับนักการเมืองที่มีแต่หน้าเดิม ๆ ผลงานแบบเก่า ๆ แต่ก็ยังพอมีความหวังกับพรรคการเมืองใหม่ ๆ ที่เข้ามาเป็นกระตุ้นให้คนทั่วไปได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และทำให้เห็นกระบวกการการทำงานของนักการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดังนั้นในความสิ้นหวังกับนักการเมืองเก่าๆ ก็มีความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่จะเกิดขึ้นและหวังว่าจะให้พรรคการเมืองใหม่นั้นจะมากคลี่การเมืองแบบเก่าไปให้หมด

รู้สึกอย่างไรและมองการเมืองหลังจากนี้เป็นอย่างไร

ประชาชนบางกลุ่มมองว่าเป็นเรื่องที่ดีและรู้สึกดีเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในประเทศหลังจากหายไปเกือบ 5 ปี และจะมีการเมืองที่หลากหลายและสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครั้ง และอย่างน้อยเราก็สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ ถ้าเกิดการเห็นต่างหรือมีข้อมูลทีเป็นประเด็นก็จะได้นำเรื่องเข้าไปสู่สภา ฯ เพื่อให้ได้รับการการแก้ไขให้ถูกต้องตามหลัก ส่วนใครจะได้เป็นนายกนั้นก็ต้องดูที่วิสัยทัศน์และการกระทำ

หลังจากนั้นอีก 4 ปีแล้วค่อยมาเลือกใหม่ เพราะประเทศเราโดนกดขี่มานานพอสมควรแล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ของประเทศได้เลย
ประชาชนบางกลุ่มไม่มีความหวังกับการที่นายกที่อยู่มา 5 ปีแล้วจะกลับมาเป็นนายกอีกครั้ง เพราะเนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ ก็ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ร่างกฎหมายก็ไม่เคยฟังเสียงจากประชาชน การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็มีปัญหา จึงทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่มีความหวังกับรัฐบาลที่ไม่ได้รับเลือกจากประชาชนและมองไม่เห็นว่าประเทศจะไปในทิศทางใด มองไปถึงว่าอาจจะมีการยุบสภาฯ โดยจะใช้เวลาไม่ครบวาระ 4 ปี หรือบางคนมองว่าอาจจะมีการเข้ามารัฐประหารของกลุ่มทหารอีกรอบก็เป็นไปได้

การเมืองที่เป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ประชาชนที่อยู่ในประเทศมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต ทั้งเศรษฐกิจในครัวเรือน รายจ่ายที่มากกว่ารายรับ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ อาจจะมีการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนอีกครั้งก็เป็นไปได้

บางคนได้กล่าวว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไกลตัว ใครจะมาเป็นนายกก็ไม่เกี่ยวกับตนยังไงก็ทำเกษตรอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ดีขึ้นต่างจากเดิม และการเมืองมีแต่เรื่องวุ่นวายมีแต่เถียงกันไปมา ทำให้ตนไม่อยากสนใจการเมือง ส่วนคนที่เข้าไปประท้องตามการเมืองเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมา เช่น บาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตก็ไม่มีความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองการเมืองเป็นเรื่องที่หน้ากลัว

สำหรับความเห็นต่อพรรคพลังประชารัฐที่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลนั้น จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศทุนนิยมหนักขึ้น  กล่าวคือ นายทุนจะเป็นใหญ่นโยบายที่ออกก็เพื่อ นายทุน โดยมีเพือนเป็นทหาร และมีความเป็นไปได้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนลง [เงินในมือมีคุณค่าน้อยลง] และมีโอกาสเงินเฟ้อ จากนโยบายที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาท และเงินเดือนจบ.ปตรี คือ 20,000 บาท แน่นอนว่าถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำออกมาจริง แต่ใช่ว่าผู้ประกอบการทุกคนจะทำ ที่แน่ ๆคือไม่ใช่ที่เชียงใหม่ ที่นี้พอมีทั้งคนที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐ และที่ไม่ยอมทำตามมาเจอกัน ทำให้เกิดอุปสงค์เทียม กล่าวคือ ผู้ประกอบการบ้างรายนึกไปเองว่า คนในพื้นที่ของตน มีเงินเยอะขึ้น จึงจัดราคาสินค้าในร้านให้เพิ่มตามค่าแรงขั้นต่ำ แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ผู้ประกอบการทุกคนเพิ่มค่าแรงตามนโยบาย ที่นี้ กรรมสุดคือลูกจ้างทั้งหลายที่ต้องกินข้าวแพงขึ้น ในค่าแรงเท่าเดิม (นักศึกษา: คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

รู้สึกการเมืองหลังจากนี้ต้องเดินหน้าต่อ ถึงแม้ผลจะไม่ได้เป็นไปตามเป้า และประเทศเราต้องล้มลุกคลุกคลานอีกมาก กว่าจะเจริญทัดเทียมประเทศอื่น อย่างน้องก็ 4 ปี เพราะได้นายกคนเดิม มีแต่เดิมๆ ตอนนี้ก็มีปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล การแบ่งกระทรวงการปกครอง ซึ่งอยากได้คนที่มีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่คนที่ไม่เก่งไม่มีความรู้ในด้านนั้นๆ แต่มากำหนดนโยบายให้ทำนั่นนี่ ส่วนตัวจะปลูกฝังให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

ถ้าหากมีประท้วงที่ใดต่อการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสครั้งนี้ดิฉันก็พร้อมจะไป เพราะดิฉันไม่เห็นด้วยกับการคิดคะแนน แบบนี้ ทำให้ส.ส.บางส่วนได้ขึ้นมาเป็นส.ส. ที่คะแนนน้อยนิด และยังเป็นเสียงอำนาจให้คสช.อีก 

นับตั้งแต่ได้การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาก็พอมองเห็นว่าใครที่จะเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต ใครที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมน ตรี ก็รู้สึกว่าตนเองไม่มีความหวังอะไรเลย ถึงแม้ว่าเขตเลือกตั้งของตนเองจะมี ส.ส. แต่บางจังหวัดก็มีแต่กลุ่มอิทธิพลเก่า ๆ อยู่กับพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนกลุ่มเดียวได้เป็นนายกเท่านั้น การรักษาอำนาจเดิมก็เกิดขึ้น มองไปถึงกฎหมายที่จะเอาผิดก็ไม่มีทางที่จะเอาผิดคนกลุ่มนี้ได้เลย ยังไม่ร่วมถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าไปช่วยงานกับกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เช่น คดีความที่นายกองค์การบริการส่วนตำบล กระทำผิดไว้ คดีอยู่ในชั้นศาลและอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ เมื่อเข้าไปช่วยงานหารเสียงให้กับ ส.ส. ตามเขตแล้ว ก็เกิดขอกังวลกับประชาชนที่อยู่ในเขตนั้นว่าคดีจะหลุดโดยไม่ต้องรับโทษใด ๆ

สำหรับสิ่งที่น่าจับตามองและติดตามในช่วงนี้  บางคนให้ความสำคัญต่อการแบ่งกระทรวงต่าง ๆ ในกับพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลตามที่ได้ตกลงกันไว้ ท่าทีของแต่ละพรรคจะมีการต่อรองผลประโยชน์กันอย่างไรบ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดี ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเป็นอย่างไร

จากการสัมภาษณ์บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับคำถามทางด้านการเมืองทำให้ได้รับรูู้ว่ายังมีผู้คนบางกลุ่มได้เพิกเฉยต่อเรื่องการเมืองโดยที่ไม่ได้ไปใช้เสียงในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดโดยมองว่าเป็นเรื่องที่ยังไกลตัวบางท่านได้ให้เหตุผลว่าต่อให้ไปใช้สิทธ์มันก็ไม่สามารถเห็นผลเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและประชาชนบางส่วนได้บอกว่าการเมืองไม่ได้มีส่วนอะไรกับการใช้ชีวิตของเขา

ความคิดเห็นส่วนใหญ่มุมมองจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มองการเมืองของประเทศไทยทุกวันนี้ ไม่มีอะไรที่มั่นคงและพัฒนา เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่แล้วโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประชาชนได้มองว่าการเมืองไทยนั้นไม่แน่นอนและไม่นิ่งหลังจากได้มีการเลือกตั้งมาในระยะนึงแล้วยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาได้ ประชาชนหลายๆ ท่านได้มีการออกความเห็นว่าคณะรัฐบาลชุดที่แล้วนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างความขัดแย้งในการจัดตั้งรัฐบาลและทำให้ล่าช้า จากเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

“ทุกวันนี้การเมืองของประเทศไทยหลังจากการเลือกตั้งยังไมมีอะไรแน่นอนและยังมีการถกเถียงเมื่อประชาชนส่วนมากยังไม่ยอมรับในตัวนายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน เพราะว่าจากเหตุการรัฐประหาร เมื่อห้าปีที่แล้วลุงตู่มีอำนาจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย และยังออกกฏเอื้อต่อการ ได้เป็นนายก อีกสมัย”

ความคิดเห็นจากประชาชนท่านนึงได้กล่าวไว้ว่า การรัฐประหารเหมือนเป็นแผลเป็นของพรรค พลังประชารัฐ บางท่านได้เปรียบเทียบการเมืองไทยในปัจจุบันและอดีตโดยมองว่ามีความแตกต่างมากมายถึงขั้นมองว่าการเมืองไทย ณ ปัจจุบันนั้น เน่าเฟะ โดยหลายๆ สิ่งถูกปิดกั้น การแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมืองไม่สามารถทำได้ในบางเรื่องโดยมีความคิดเห็นบางส่วนได้มองว่าการที่มีสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทำให้อำนาจบางส่วนที่ไม่ถูกไม่ควรอยู่ผิดที่ ประชาชนส่วนมากได้ให้ความคิดเห็นไปในเชิงเดียวกันต่อคำถามการติดตามนโยบายพรรค หล่ายท่านได้ออกความคิดเห็นในเชิงเดียวกันว่า ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจนยังไม่มีการวางตำแหน่งในการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี และยังไม่เห็นรูปร่างของรัฐบาลชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่านโยบายถูกนำมาใช้หรือไม่ และสิ่งที่ทำให้การเมืองระบอบประชาธิปไตยของไทย คือการออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในระหว่างการยึดอำนาจในรัฐประหาร ซึ่งเป็นการปิดกั้นเสียงโหวตของประชาชน ถึงอย่างนั้น ประชาชนบางกลุ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่าง เนื่องจากการเมืองไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตัวเองในบางอาชีพ

ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งซึ่งเป็นวิถีของระบอบประชาธิปไตย แต่ผลโหวตของประชาชน ไม่มีผลในการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายก เพราะก่อนหน้านั้นมีการออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งทำให้เสียงของประชาชนนั้นแทบจะไม่มีค่าไป และการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าไม่โปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า “ประเทศไทยคือประชาธิปไตย”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *